YWC10 Interview – web marketing

เห็นปอนด์เขียนเรื่องการสัมภาษณ์สาย design แล้ว ผมขอเขียนบ้าง

สาย Web Marketing ที่ผมสัมภาษณ์ มีจำนวนผู้มาสัมภาษณ์มากกว่าจำนวนที่รับได้ประมาณ 1 เท่าตัว แปลว่า ในทุกๆ 2 คนที่มาสัมภาษณ์ จะมีโอกาสได้แค่ 1 คนเท่านั้น โอกาสพอๆ กับโยนหัวโยนก้อย

ตอนที่ผมคัดคนมาสัมภาษณ์ ผมเลือกจากน้องหลายๆแบบ คือ (1) น้องที่เรียนการตลาด ด้วยหวังว่าเวลาพูดภาษาการตลาดในค่าย น้องจะช่วยเอาไปถ่ายทอดให้เพื่อนๆ ฟังได้ (2) น้องที่มีประสบการณ์ลงมือทำ ไม่ว่าจะเป็น SEO, Affiliate, Amazon, เปิดร้าน ขายของ online, ขายของผ่าน facebook (3) น้องที่มีประสบการณ์ประกวดแผนธุรกิจ เพราะน่าจะช่วยเพื่อนๆ เรื่อง โครงสร้างของการนำเสนองานได้ดี

มีน้องๆ หลายคนบอกว่าตัวเองไม่ค่อยรู้เรื่อง และอยากได้โอกาสมาเรียนรู้ รับความรู้จากในค่าย ซึ่งจริงๆ ผมนิยมคนมีความตั้งใจเรียนรู้สิ่งใหม่ แต่จำนวนผู้เข้าสมัครมีมากเหลือเกิน ผมจึงขอเลือก ลับมีดที่คมมากกว่าให้คมมากขึ้นไปอีก มากกว่า ลับมีดที่คมน้อยกว่า เนื่องด้วยเวลาที่มีในค่ายมีจำกัด

ผมใช้เวลาในการสัมภาษณ์ เพื่อดูว่า ตัวจริง เหมือนกับที่เขียนมาในใบสมัครหรือไม่ และพิจารณาเรื่องอื่นๆ ที่ไม่ได้เขียนมาในตอนสมัคร คือ (1) ดูว่าอนาคตน้องอยากทำอะไร ซึ่งบอกตามตรงว่า ผมเลือกให้โอกาสกับน้องๆที่ตั้งใจจะประกอบอาชีพ หรือทำงานในสายงานที่เกี่ยวข้อง มากกว่าน้องๆ ที่น่าจะเก่ง แต่อยากไปทำงานในสายงานอื่น (2) ดูความตั้งใจในการเข้าค่าย ผ่านทางความพยายามทำการบ้านมา (3) ดูความรู้ ความคิดเชิงวิเคราะห์ และตรรกะผ่านการบ้านเช่นกัน (4) ดูบุคลิกลักษณะ พูดจารู้เรื่องหรือไม่ เพราะการสื่อสารเป็นสิ่งสำคัญในการทำงานร่วมกันเป็นทีม สุดท้ายผมขอสามคำ … ไม่ได้หวังอะไรมาก นอกจากดูไหวพริบ ความไวในการคิด และทัศนคติ

เวลาที่ใช้สัมภาษณ์แต่ละคน มีไม่มาก แต่ไม่น้อยเกินกว่าที่จะทำให้ผมเลือกได้ว่าอยากจะให้คนไหนไปค่ายมากกว่าอีกคน อย่างที่บอกว่าน้องๆ แต่ละคนที่มาสัมภาษณ์ล้วนแล้วแต่เก่งๆ กันทั้งนั้น เพราะฉะนั้นต้องขอยินดีกับน้องๆ ที่ได้ไปค่าย เราจะได้เจอกัน 4 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อยครับ น้องๆ ที่ยังไม่ได้ไป ถ้าอยู่ปี 1-3 ผมเชิญชวนให้มาสมัครใหม่ปีหน้า ส่วนน้องที่อยู่ปี 4 แล้ว แม้จะไม่ได้ไปค่ายนี้ แต่ถ้าสนใจเรียนรู้ หาประสบการณ์ในสายงานทางด้านนี้ ติดต่อผมมาทาง Twitter ที่ @siwat ครับ ยังมีอะไรให้ทำอีกเยอะครับผม

, , ,

2 Comments

การบริหารเงินสำหรับคนเงินเดือน 15,000 บาท

ช่วงหลังๆ มานี้ผมได้มีโอกาสให้คำปรึกษา น้องๆ ที่รู้จักกันหลายคน เกี่ยวกับการบริหารเงินครับ วันนี้พอมีแรง เลยขอเล่าให้ฟังสักหน่อย ขอเริ่มที่คนทำงานกินเงินเดือน มีรายได้ 15,000 บาทก่อน สาเหตุที่เริ่มที่ 15,000 บาทเพื่อให้พ้องกับเงินเดือนขั้นต่ำสำหรับคนจบ ป. ตรี ที่ได้ยินกันมาอย่างหนาหูครับ ก่อนจะอ่านรายละเอียดต่อไป ผมขอบอกก่อนว่า สิ่งที่ผมจะเขียนนี้ เป็นแนวความคิดของผมเอง แต่ละคนอาจมีข้อจำกัด หรือค่าใช้จ่ายประจำอื่นๆ ที่ต่างไปจากนี้ ก็ขอเชิญประยุกต์เอาตามชอบใจครับผม

ก่อนอื่น สำหรับคนที่มีเงินเดือน 15,000 บาท ขอให้ตั้งกฎกับตัวเองดังนี้ครับ

ไม่เป็นหนี้ ไม่เป็นหนี้ ไม่เป็นหนี้

สาเหตุที่ต้องตั้งกฎแบบนี้ เพราะสมัยนี้ สิ่งยั่วตายั่วใจมันเยอะเหลือเกิน ทั้งเรื่องกิน เที่ยว shopping แถมธนาคารต่างๆ ก็ยังอนุมัติบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล ฯลฯ ให้เราอย่างง่ายดาย ผมเขียนแบบนี้เพราะเป็นคนหนึ่งที่เคยติดหนี้บัตรเครดิตมาก่อน เต็มวงเงิน 2 ใบ ใบละ 45,000 บาท (15 ปีที่แล้ว สมัยโน้นดอกเบี้ยประมาณ 27% หรือ 29% จำไม่ได้) สุดท้าย แก้ไม่ออก คุณพ่อรู้เข้า มาปลดหนี้ให้ แล้วก็ทำงานใช้พ่อ เคยมีน้องบางคนบอกว่า คุณพ่อคุณแม่ทราบเรื่อง แล้วก็บอกว่าหนี้ตัวเอง ต้องไปใช้เอง รับผิดชอบเอง เป็นแนวคิดแบบหนึ่งครับ ส่วนคุณพ่อผมคิดต่างออกไป ท่านบอกว่าจะไปเสียดอกให้ธนาคารทำไม ถ้าอยากรับผิดชอบให้มาผ่อนพ่อแทน จ่ายดอกให้พ่อก็ได้ เงินทองไม่รั่วไหลอยู่ภายในครอบครัว และลองคิดจริงๆ คุณพ่อผมเอาเงินไปลงทุนอื่นๆ ก็ยากจะได้ผลตอบแทน 27%-29% นะ

อย่างไรก็ตาม เจ้าดอกเบี้ยบัตรเครดิตที่เสียไป สำหรับผม มันเป็นเรื่องรองครับ เรื่องหลักจริงๆ ในมุมมองผมคือ การติดหนี้ ทำให้เราเสียสมาธิ พะวักพะวง ต้องคอยเอานู้นมาโปะเงินนี้ บัตรโน้นมาโปะบัตรนี้ สินเชื่อนี้ไปแปะอันนั้น วันๆ ไม่ต้องทำอะไรเพราะต้องมาบริหารหนี้ ชักหน้าไม่ถึงหลังเช่นนี้ สมาธิที่เสียไป มีผลอย่างยิ่งยวดกับการทำงาน คนเงินเดือน 15,000 เพิ่งเริ่มทำงานผมบอกได้เลยว่า ถ้าตั้งหลักกับการทำงานได้ดี ไม่ต้องวอกแวกเรื่องอื่น แต่ใช้สมาธิกับงาน ดูว่าเราชอบงานหรือเปล่า ความถนัดเราตรงกับงานที่ทำไหม ถ้าตั้งลำได้แล้ว ฝึกฝนพัฒนาทักษะ ให้ทำงานได้เก่ง ได้เร็ว ได้ครบถ้วน เราจะได้ขยับขึ้นไปในกลุ่มเงินเดือนที่สูงกว่าได้เร็วครับ พอเงินเดือนสูงขึ้นอีกหน่อย เราก็มีเงินใช้จ่ายได้มากขึ้นเอง อย่าไปเสียสมาธิเพราะหนี้ที่เราก่อ

เอาล่ะ นอกจากไม่เป็นหนี้ ผมแนะนำการบริหารเงินดังนี้ครับ ดูรูปประกอบด้วยก็ได้ครับ เรียงตามลำดับก่อนหลัง

  1. เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ – ถ้าบริษัทของเรามี ผมแนะนำให้ทุกๆคน เลือกให้เขาหักสูงสุดครับ อาจจะ 3% หรือ 5% ก็สุดแท้แต่ สิ่งที่สำคัญคือ เขาหักไป บริษัทจะสมทบให้อีกเท่ากัน เช่นหักไป 3% หรือ 450 บาท บริษัทจะสมทบให้อีก 450 บาท แต่ถ้าให้หัก 5% 750 บาท เราก็ได้อีก 750 บาท เพราะฉะนั้น ยิ่งให้หักมาก เรายิ่งได้เงินมากครับ ส่วนนี้เป็นส่วนเงินออมแรกเลยที่ควรให้หักไปครับ นอกจากได้สมทบเยอะ ยังช่วยเราออมเงินได้อีกด้วย ส่วนประกันสังคม ไม่ต้องพูดถึง เพราะโดนหักอยู่แล้วอัตโนมัติ
  2. เงินออม / ให้พ่อแม่ – คนที่ต้องให้พ่อแม่ ส่วนใหญ่จะหักให้ไปก่อนอยู่แล้ว แต่เจ้าเงินออมเนี่ยสิครับ หลายๆ คน เอาไว้ทีหลัง คือมีเหลือเท่าไรค่อยเก็บ ซึ่งผมบอกได้เลยว่า มันจะไม่เหลือ … เพราะฉะนั้นถ้าอยากออมเงินจริง เงินเดือนออกปุ๊บให้รีบหยอดกระปุกเลยครับ แนะนำให้หาบัญชีฝากประจำ แบบสะสมเท่ากันทุกเดือน จะได้ดอกเบี้ยสูงหน่อยด้วยครับ (ผมยังไม่แนะนำการลงทุนอื่นๆในขั้นนี้ เพราะเงินมันยังน้อยอยู่ครับ ลงทุนไปก็ปวดหัวต้องมาคอยเป็นห่วงว่าเงินลงทุนไปถึงไหนแล้ว เสียสมาธิกับการทำงานอีก)
  3. ค่าใช้จ่ายประจำ – ตรงนี้ล่ะครับ บอกได้เลยว่าคน กทม. ที่อยู่กับครอบครัว กับคน ตจว. ที่มาเช่าห้องอยู่ ค่าใช้จ่ายต่างกันฟ้ากับเหวครับ คนอยู่หอ เดือนหนึ่งโดนประมาณ 5,000 แน่ๆ ค่าใช้จ่ายนี้ ถ้าลดได้ ผมแนะนำให้ลด เช่น ค่าหอ ให้หา รูมเมทมาแชร์ คิดง่ายๆ ค่าหอ 4,000 ถ้าได้รูมเมทมาแชร์ครึ่งหนึ่ง เราจะมีเงินไว้เก็บ หรือไว้ใช้อีก 2,000 ต่อเดือนแน่ะ ทีนี้ถ้าใครบอกไม่เอาชอบความเป็นส่วนตัว ก็ให้ลองคิดดูว่า ค่าความเป็นส่วนตัว คุ้มกับ 2,000 ต่อเดือนหรือเปล่า ส่วนค่าน้ำค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ 1,500 คงไม่ต้องบอก ประหยัดได้ก็ประหยัด มันก็จะลดลงไปเองครับ ส่วนค่าเดินทาง ผมเอามาอยู่หมวดเดียวกัน เพราะผมว่าตรงนี้ มันควรคิดคำนวณด้วยกันเป็นภาพรวมครับ เช่น ถ้าเรายอมจ่ายค่าหอแพงหน่อย เพื่อให้อยู่ใกล้ที่ทำงานขึ้น ประหยัดค่าเดินทาง สุทธิแล้ว ค่าใช้จ่ายเท่าๆ กัน แน่นอนเราอยู่ใกล้ที่ทำงานย่อมดีกว่าครับ นี่ยังไม่รวม เวลาเดินทางที่จะใช้น้อยลง ซึ่งจะช่วยลดความเหนื่อยล้า และเพิ่มพลังในการทำงานอีกนะครับ ความเห็นผม อยู่ใกล้ที่ทำงาน ถ้ารวมค่าเดินทางกับค่าหอแล้วต่างกันไม่มาก อยู่ใกล้ดีกว่าครับ มีเวลา สมาธิ ในการทำงาน หรือแม้กระทั่งจะเอาเวลาว่างมาหารายได้เสริมได้อีกด้วย สำหรับคนที่ไม่ต้องจ่ายค่าหอ ผมขอให้มองเพื่อนๆ ที่มีภาระค่าหอครับ ถ้าเขาอยู่ได้ เราก็ต้องอยู่ได้ เงินส่วนต่างตั้ง 4,000 บาทนั้น ผมแนะนำให้ออมมากขึ้นสัก 1,000-2,000 ต่อมาดูว่ามีวิธีไหนไหมที่จ่ายค่าเดินทางมากขึ้นอีกหน่อย แต่ประหยัดเวลาเดินทางได้ เช่น เปลี่ยนจาก รถเมล์เป็นรถไฟฟ้า หรือพี่วินฯ เก็บพลังงานเราไว้ใช้ในการทำงานครับ สุดท้ายที่เหลือก็เอาไปกิน เที่ยวตามใจชอบครับ
  4. ค่าข้าว ค่าน้ำ – รวมอยู่ด้วยกันครับ คำแนะนำคือ พยายามควบคุมค่าใช้จ่ายรายวันนี้ให้อยู่ในงบ พึงระลึกไว้ว่า เงินที่เหลือถัดไปจากก้อนนี้ คือ งบ shopping และเที่ยวแล้วครับ ถ้าประหยัดตรงนี้ได้ จะมีเงินเหลือให้ช้อป กินดื่มได้มากขึ้น สำหรับคนเงินเดือนเริ่มต้น ผมแนะนำให้ห่างไกลสิ่งเหล่านี้ครับ
    • กาแฟ ชานมไข่มุก แก้วละ 40 บาท ถึง 140 บาท ไว้รวยแล้วค่อยกินครับ กินกาแฟฟรีใน office ไปก่อน ถ้าเรากินกาแฟแก้วละ 50 ทุกวัน 20 วันต่อเดือน จะเป็นเงิน 1,000 บาทครับ มีค่าเท่ากับ ปาร์ตี้มันส์ๆ 1 ครั้ง บวกกับเสื้อผ้า แพลตตินัม 2 ชิ้นขึ้นไป อีกตัวเลือกหนึ่งที่ใช้แก้ง่วง แทนกาแฟ ได้ ผมแนะนำ หมากฝรั่งครับ 1 กล่อง 10 บาท มี 9 เม็ด กินได้ 2 วัน เฉลี่ยวันละ 5 บาท แก้ง่วงได้ แถมยังเพิ่มออกซิเจนให้สมองด้วยครับ
    • บุหรี่ ทั้งทำร้ายสุขภาพและกระเป๋าสตางค์
    • อาหารกลางวันมื้อแพงๆ ถ้าไปกินกับพี่ๆ ที่ทำงาน ให้พี่ๆ มันจ่ายไปครับ ถ้าพี่ไม่เลี้ยง วันหลังไม่ต้องไปกิน เราเงินเดือน 15,000 พี่เงินเดือน 50,000 การใช้ชีวิตไม่เหมือนกันอยู่แล้ว จะให้ไปกินแพงๆ มื้อละ 100-200 ขึ้นไป พี่ต้องเลี้ยง!

สุดท้ายคือเงินเหลือ เที่ยว shopping – เคล็ดลับของเรื่องนี้ คืออย่างนี้ครับ

คนทั่วไป มักจะเที่ยว shopping ตอนต้นเดือน ทันทีที่เงินเดือนออก แล้วพอปลายเดือนค่อยกินแกลบ

ผมแนะนำกลับกัน เงินเดือนออกปั๊บ

ออมก่อน ใช้จ่ายประจำก่อน แล้วเหลือเท่าไหร่ ตอนปลายเดือน ค่อยเที่ยว ค่อย shop เท่านั้น

สมมติเงินเดือนออกวันที่ 31 แทนที่จะ shop วันที่ 31, 1, 2, 3 เราหันมา shop วันที่ 30 แทนดีกว่าครับ ใช้ให้มันหมดไปเลยก็ได้ เพราะวันรุ่งขึ้นเงินใหม่จะมาแล้ว เป็นวัยรุ่นมันต้องเที่ยวต้อง shop บ้าง อย่าไปฝืน อย่าไปทำให้ชีวิตมันลำบากยากแค้นมากนัก หาความสุขความสบายใส่ตัวบ้าง เพื่อให้เราไม่รู้สึกกดดันกับชีวิตและการเงิน และเราจะมีสมาธิกับการทำงานได้อย่างเต็มที่ครับ

สุดท้าย ดูจากตาราง เราจะเห็นได้ว่า เฮ้ย จำนวนวันในแต่ละเดือนมีความสำคัญนะ เห็นอย่างนี้เราคงรักเดือน กุมภาฯ เพิ่มขึ้นอีก และเราคงรักเดือนที่มี 30 วันมากกว่า เดือนที่มี 31 วัน มากขึ้นอีกหน่อย ขอให้สนุกกับการบริหารเงินครับ

48 Comments

ชีวิตคู่

ด้วยเหตุผลกลใดไม่ทราบได้ ช่วงนี้ทั้ง เพื่อน และศิลปินที่ติดตามใน instagram อัพโหลดรูปจากร้าน Audrey cafe ทองหล่อ ซอย 11 บ่อยเหลือเกิน เหมือนเป็นการเตือนให้ผมมาเขียน Note ฉบับนี้ ตามความตั้งใจตั้งแต่เืมื่อ 3 เดือนที่แล้ว

9 พ.ค. 2555 ผมไปร้าน Audrey เป็นครั้งแรก เพื่อร่วมแสดงความยินดีกับคู่บ่าวสาว

เจ้าสาว และผมเคยทำงานด้วยกันอยู่หลายปี เป็นน้องสาวที่เก่ง และตั้งใจทำงานมากๆ เลยคนหนึ่ง ตั้งแต่อยู่ในวงการนี้มา

วันนั้นคู่บ่าวสาวให้เกียรติผม และพี่ชายในวงการอีกท่านหนึ่ง ได้กล่าวอะไรบ้างเล็กน้อย

ต้องขอบคุณที่บอกล่วงหน้า เพราะมันทำให้ผมมีเวลาคิด ว่าจะพูดอะไร

ไอเดียแรกคือ สิ่งที่พูดในงานนี้จะต้อง ง่าย และ เรียบ ด้วยสองเหตุผลคือ เหตุผลแรกคือ งานเขาจัดเรียบๆ สิ่งที่พูดจะได้เข้าธีม ส่วนเหตุผลที่สองคือ ช่วงก่อนงานมานี้ คนที่รู้จักหลายคนมาปรึกษาปัญหาชีวิตคู่ จึงอยากประมวลเอาประสบการณ์ส่วนตัวเท่าที่มี มาเป็นข้อความง่ายๆ ที่เผื่อคู่บ่าวสาวจะเอาไปใช้ได้บ้าง

ผมแชร์ไปสองเรื่อง คิดว่าเป็นสองเรื่องที่น่าจะทำให้ชีวิตคู่นั้นยืนยาว

เรื่องแรก : ความเข้าใจในความต่าง – แน่นอนว่าคู่สมรสส่วนใหญ่ ได้ผ่านการสถานะ “แฟน” กันมาก่อนแล้ว เพราะฉะนั้น เรื่องนิสัยใจคอ ความชอบส่วนตัว ฯลฯ ย่อมต้องรู้จัก รู้ใจกันมามาก และย่อมตัดสินใจกันดีแล้วกว่าจะตกลงแต่งงานกัน แต่สิ่งที่ยังรออยู่หลังวันแต่งงานนั้น มีอะไรเพิ่มขึ้นไปอีก

สำหรับคนที่ไม่เคยอยู่ก่อนแต่ง ความท้าทายแรกคือการใช้ชิวิตอยู่ด้วยกัน ตอนเป็นแฟนส่วนใหญ่เจอกันนอกบ้าน ตกดึกกลับไปนอนบ้านใครบ้านมัน เพราะฉะนั้นชีวิต “ที่บ้าน” ที่จะต้องใช้ร่วมกันเป็นสิ่งใหม่ สิ่งสำคัญที่ สามีภรรยา อาจต้องเข้าใจก่อน คือเราสองคนต่างมาจากพื้นฐานครอบครัวที่ต่างกัน เลี้ยงดู และใช้ชีวิตกันมาคนละแบบ เกินกว่า 20-30 ปี ความคิด ความเชื่อ การตัดสินว่าอะไรถูกหรือผิด ย่อมต่างกัน ตัวอย่างที่ผมยกในงานวันนั้น เช่น เติมน้ำมันรถต้องดับเครื่องหรือไม่ เดินออกจากบ้านไปในสวนต้องปิดประตูบ้านหรือไม่ นี่ยังไม่รวมกับเรื่องอื่นๆ จิปาถะ สำหรับคนไม่เคยใช้ ห้องนอนเดียวกัน เตียงเดียวกัน ห้องน้ำเดียวกัน ตู้เย็นเดียวกัน ฯลฯ ด้วยความต่างของชีวิตแต่ละคน จึงทำให้มีหลายครั้งที่คนสองคนจะมีความเห็นไม่ตรงกัน เช่น เดินออกจากบ้านไปในสวน บางบ้านมีหลักปฏิบัติว่าให้ปิดประตูทุกครั้ง เดี๋ยวยุงเข้า ส่วนอีกบ้านมีหลักว่า ไม่ต้องปิด เพราะออกไปแป๊บเดียวจะเปิดปิดบ่อยๆ ทำไม บางบ้านตั้งแต่เด็กจนโต นอนเปิดแอร์ถึงตีสามก็ลุกมาปิดเพื่อประหยัดไฟ ส่วนอีกบ้านเปิดกันยันเช้าเดี๋ยวไม่เย็น ความเห็นต่างเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้หากไม่เข้าใจว่าทำไม ถึงคิดไม่เหมือนกัน และพยายามจะเปลี่ยนให้อีกฝ่ายเป็นเหมือนตัวเอง อาจเป็นชนวนนำไปสู่การทะเลาะเบาะแว้งได้ง่ายๆ

ส่วนคนที่เคยอยู่ก่อนแต่งมาก่อนแล้ว ใช่ว่าจะไม่มีปัญหาเรื่องนี้ เพราะการใช้ชีวิตคู่ ไม่ใช่เพียงเรื่องปัจจุบัน แต่มันเลยไปถึงเรื่องอนาคต ตอนเป็นแฟนกันอยู่ด้วยกัน อะไรหลายๆ อย่างที่ทำ เป็นเรื่องเฉพาะหน้า ปัจจุบันทั้งสิ้น เช่น แอร์ที่ห้องเสีย หรือ ไข่ในตู้เย็นหมดใครจะรับผิดชอบเป็นต้น แต่เมื่อสร้างครอบครัวกันแล้ว มีหลายเรื่องที่อาจต้องทำด้วยกัน เช่น ช่วยกันเก็บเงิน พอมีเงินแล้วจะไปทำอะไร ซื้อหุ้น ซื้อรถคันใหม่ ซื้อคอนโดในเมือง ฯลฯ การต้องตัดสินใจร่วมกันในเรื่องเหล่านี้ หากโชคดีคิดตรงกันก็ง่ายไป แต่หากคิดไม่เหมือนกันแล้ว การทำความเข้าใจความเห็นของอีกฝ่าย เป็นเรื่องสำคัญมาก

เราเคยได้ยินบ่อยๆ ว่าเป็นแบบนี้ให้ “ปรับตัวเข้าหากัน” วิธีนี้ก็ดีครับ ถ้าทั้งสองฝ่าย หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยอมปรับตัว เรื่องก็ง่าย แต่บางครั้งเราจะเจอสถานการณ์ที่ว่า ใครจะปรับหาใครก่อน อยู่บ่อยๆ ผมจึงเสนออีกวิธีหนึ่งคือ ไม่ต้องมีใครปรับ แต่แค่เข้าใจว่าเราคิดไม่เหมือนกัน ผมสังเกตผู้ใหญ่หลายท่าน เวลาให้โอวาท มักบอกว่าเวลามีปัญหาให้ สงบปากสงบคำ ท่านคงไม่ได้หมายถึงไม่ให้พูดกันเลย แต่ในหลายครั้ง ความยับยั้งชั่งใจ ไม่พูดทุกอย่างที่คิด ทำให้เรามีเวลาตรึกตรอง และทำความเข้าใจในเรื่องราวต่างๆ มากขึ้น จนทำให้เห็นว่าเรื่องเล็กบางเรื่อง แม้เราจะไม่เห็นด้วย แต่ก็ไม่จำเป็นต้องแย้ง หรือค้านเสมอไป ก็แค่ “ช่างมัน” ไปครับ แต่ต้องช่างจริงๆ นะ อย่าเก็บไปคิดติดใจเอาความภายหลัง

การเข้าใจความต่าง และยอมรับความต่างทางความคิดนี้ จึงน่าจะช่วยลดโอกาสในการทะเลาะเบาะแว้ง มีปากเสียงกันได้ครับ

เรื่องที่สอง : ความเชื่อ – ในที่นี้ผมหมายถึง ความเชื่อในชีวิตสมรส ว่าจะอยู่ยั้งยืนยงไปได้เป็นอย่างดี เพราะในชีวิตจริง แม้ว่าจะพยายามปรับตัวกันอย่างไร แต่อย่างโบราณท่านว่า อยู่ใกล้กัน เหมือนลิ้นกับฟันก็ย่อมทะเลาะกันได้บ้าง บางครั้งมีปากเสียงรุนแรง ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจคิดเลยเถิดไปถึงว่า เอ๊ะ นี่เราตัดสินใจผิดหรือเปล่า ที่มาแต่งงานกับคนนี้

ตรงนี้ล่ะครับที่ ความเชื่อ จะมีส่วนสำคัญเป็นอย่างมาก ถ้าเรา เชื่อ และเชื่ออย่างสนิทใจ ว่าเราได้ตัดสินใจถูกแล้ว และปัญหาต่างๆ ที่เราเจออยู่ในขณะนี้ เป็นเพียงอุปสรรคอย่างหนึ่งของชีวิตคู่ แต่ไม่ว่าอย่างไร ณ ปลายทาง เราก็ยังอยู่ด้วยกัน สร้างครอบครัว ใช้ชีวิตบั้นปลายร่วมกันอยู่ดี ความเชื่อนั้นจะนำพาเราผ่านพ้นเรื่องยากๆ ปัญหาใหญ่ๆ ไปได้

มาถึงจุดนี้ บางคนอาจไม่เห็นด้วยกับผม หากชิวิตคู่ไม่มีความสุข ต้องทนทุกข์ทรมาณอยู่ทุกวัน จะอยู่ไปทำไม เลิกเสียดีกว่า แล้วไปเริ่มต้นใหม่ อย่างไรก็ได้ขอให้พ้นจากจุดนี้ไป นี่ล่ะครับ คือเรื่องของความเชื่อ ชีวิตไม่เคยมีอะไรง่าย ยิ่งชีวิตคู่ก็ยิ่งไม่มีอะไรง่าย หากเป้าหมายของเราคือการใช้ชีวิตคู่ต่อไปจนแก่เฒ่า ความเชื่อนี้สำคัญ ไม่ว่าจะเกิดอะไร อย่างไร เราจะไม่เลิกราต่อกัน เราจะพยายามแก้ไขปัญหาต่างๆ ด้วยกัน แต่ถ้าเป้าหมายของเราคือการใช้ชีวิตส่วนตัวให้มีความสุขที่สุด ไม่ว่ามันจะเป็นชีวิตคู่หรือไม่ก็ตาม อันนั้นก็สิทธิ์ของเราครับ จะเลือกแบบไหนก็สุดแท้แต่ ไม่มีใครมาห้าม มากะเกณฑ์เราได้ อย่างไรก็ตาม ความเชื่อในชีวิตสมรสที่ผมพูดถึงนี้จะให้ดีต้องมาจากทั้งสองฝ่าย เพราะถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหมดความเชื่อและตัดสินใจเดินจากไป อีกฝ่ายก็คงทำอะไรไม่ได้และชีวิตคู่ก็คงจบลง

โดยสรุป ความเชื่อในชีวิตสมรส จะช่วยลดโอกาสในการเลิกรา แม้ว่าจะมีการทะเลาะเบาะแว้งกันรุนแรง อย่างใด เพียงไรก็ตามครับ

ขอวาดเป็นแผนผังสรุปครับ ความเข้าใจ + ความเชื่อ ทำให้ชีวิตสมรสยืนยาวได้ครับ ขอบคุณครับ

3 Comments

ขอบคุณสำหรับความไว้วางใจครับ

ตั้งแต่เมื่อวานช่วงบ่ายมีข้อความแสดงความยินดีมาเยอะครับ ทั้งทาง twitter และ facebook ผมขออนุญาตแสดงความขอบคุณแก่ทุกท่านมา ณ ที่นี้ครับ พร้อมนี้ ขอแสดงความขอบคุณท่านสมาชิกสมาคมผู้ดูแลเว็บไทยที่ได้ให้ความไว้วางใจในตัวผม ขอขอบคุณพี่ตั๋น ท่าน พ.ต.อ.ญาณพล ยั่งยืน พี่ใหญ่ของวงการผู้ทุ่มเทอย่างเหน็ดเหนื่อย เพื่อวิชาชีพผู้ดูแลเว็บของเรามาโดยตลอด ท่านกรรมการสมาคมฯ สมัยที่ 5/2552-2554 และสมัยก่อนๆ ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งชมรมฯในปี 2542 (ปัจจุบันนี้ก็ 12 ปีเข้าไปแล้วครับ เวลาผ่านไปเร็วมาก) พี่เอ๋อ ปรเมศวร์ มินศิริ พี่วันฉัตร ผดุงรัตน์ ผู้เป็นแรงบันดาลใจของผู้ดูแลเว็บหลายๆคน รวมถึงผมจนมาถึงทุกวันนี้ได้ครับ พี่ป๋อง ชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี ประธานกรรมการจริยธรรม และนายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สำหรับคำแนะนำอันมีประโยชน์แก่สมาคมฯ เสมอมา

ที่สำคัญเช่นกันครับ ขอขอบคุณ น้องจอย ผู้ประสานงานสมาคมฯ คุณโอ๋ อดีตผู้ประสานงานสมาคมฯ ที่ยังมีน้ำจิตน้ำใจมาช่วยจัดงาน รวมถึงน้องๆ YWC หลายๆคน ที่มาช่วยงานสมาคมฯ กันอีกครั้ง จนงานประชุมใหญ่ลุล่วงไปด้วยดี

ขอบคุณท่านผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นกรรมการบริหารสมาคมฯ ทั้ง 14 ท่าน อย่างที่ได้พูดในที่ประชุมครับ น่าชื่นใจเหลือเกินที่มีผู้แสดงความสนใจ และมีความตั้งใจเข้ามาช่วยงานสมาคมฯ เยอะเช่นนี้ สมาคมฯของเราเป็นสมาคมวิชาชีพ แม้ปัจจุบันจะมีรายไ้ด้จากกิจกรรมต่างๆ มากขึ้น แต่ก็ไม่ได้มุ่งเน้นประโยชน์ทางธุรกิจมากมายแต่อย่างใด ตำำแหน่งกรรมการบริหารฯ จึงเป็นตำแหน่งงานอาสา ที่ต้องอาศัยความเสียสละ เวลางาน เวลาส่วนตัว แรงใจแรงกาย การที่ท่านได้แสดงความตั้งใจเข้ามาช่วยงานจึงถือเป็นเรื่องน่าปลื้มใจยิ่งครับ

ตำแหน่งนายกสมาคมผู้ดูแลเว็บไทย เป็นตำแหน่งอันทรงเกียรติและมาพร้อมกับภาระหน้าที่ความรับผิดชอบ ในเมื่อท่านสมาชิกให้ความไว้วางใจแล้ว ก็จะขอทำหน้าที่ให้ดีที่สุดครับ หลังจากนี้ผมจะหารือกับกรรมการสมาคมฯ ท่านอื่นๆ ที่ได้รับความไว้วางใจจากการเลือกตั้ง เพื่อทำการแต่งตั้งกรรมการส่วนที่เหลือต่อไป หลังจากนั้นก็จะได้นัดประชุมกับท่านกรรมการสมัยที่ 5 ที่เพิ่งหมดวาระลง เพื่อทำการประสานงานส่วนที่อยู่ระหว่างดำเนินการของสมาคมฯ ให้เป็นไปด้วยความราบรื่น หลังจากนั้นก็จะได้ระดมสมองเพื่อจัดการงานต่างๆ ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของสมาคมฯ ต่อไปครับ

หากท่านมีความเห็นใด ที่คิดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาวิชาชีพผู้ดูแลเว็บของเรา โปรดส่งคำแนะนำมาได้ที่ support@webmaster.or.th ครับ :-)

1 Comment

การทำงานกับน้องๆ Gen-Y #mgrlunch 22 Sep 2011

เมื่อวาน 22 ก.ย. ผมเริ่ม tweet แชร์ประสบการ์บริหารเป็นครั้งแรกด้วย tag #mgrlunch นะครับ ครั้งแรกนี้เล่าเรื่อง การทำงานกับน้องๆ Gen-Y สำหรับท่านที่ไม่ได้อ่าน tweet สามารถอ่านย้อนหลังได้ตามที่รวบรวมมาตรงนี้เลยครับ ส่วน #mgrlunch ครั้งต่อๆ ไปจะเป็นเรื่องอะไร โปรดติดตามช่วงหลังอาหารเที่ยง (ของบางวัน) ได้ที่ @siwat หรือ search #mgrlunch ได้เลยครับ :-)

  • นึกสนุกอยากกระโดดออกจาก Digital มาแชร์ประสบการณ์ และแนวคิดเรื่องการบริหารบ้างครับ ขอใช้เวลาหลังอาหารเที่ยง tweet ด้วย tag #mgrlunch
  • วันก่อนได้คุยกับผู้บริหารจากบริษัท consult แห่งหนึ่ง ถามว่า office ผมมีน้องๆ รุ่นใหม่ Gen-Y เยอะ มีิวิธีการบริหารอย่างไร #mgrlunch
  • เท่าที่สัมผัสน้องๆ รุ่นใหม่ จะเลือกงานด้วย 2 เกณฑ์นี้ครับ อันแรกคือ -ความชอบ- ส่วนอันที่สอง ว่ากันตรงๆคือ -เงิน- #mgrlunch
  • น้องๆรุ่นหลัง มีความกล้าในการตัดสินใจ “เลือก” สิ่งต่างๆให้กับตัวเองมากขึ้น กล้าเสี่ยง เป็นตัวของตัวเอง มาตั้งแต่ก่อนเรียนจบแล้ว #mgrlunch
  • ที่สังเกตเห็นได้คือ ทำกิจกรรมกันเยอะ ประกวดโน่นประกวดนี่ ตามความชอบความสนใจ ถ้าทำงานแล้วไม่ชอบก็พร้อมจะเปลี่ยนทันที #mgrlunch
  • เพราะฉะนั้นเวลาชวนน้องมาทำงาน อย่าเป็นฝ่ายเลือกน้องข้างเดียว ต้อง -แบ- ให้น้องเห็นว่าถ้าน้องมาแล้วจะเจออะไร ทำอะไร #mgrlunch
  • ส่วนตัวผมชอบวิธีการเล่าให้เห็นทั้งสองด้าน ว่างานนี้ น่าจะสนุกตรงไหน และงานนี้ไม่น่าสนุกตรงไหน ถ้าน้องไม่ชอบ ก็ไม่แนะนำให้มา #mgrlunch
  • จริงอยู่ ตอนสัมภาษณ์งานคุยกันแป๊บเีดียว บางอย่างไม่ลองไม่รู้ แต่การแชร์ข้อมูล ก็ช่วยลดช่องว่าง ลดโอกาสที่จะเข้าใจไม่ตรงกัน #mgrlunch
  • แต่บางทีน้องอยากได้งาน อาจจะปากหวานบอกว่าชอบ คนสัมภาษณ์ต้องถามเจาะว่า ชอบตรงไหนมากที่สุด (ตรงที่ไม่ตอบก็แปลว่าชอบน้อยสุด ฮา) #mgrlunch
  • นอกจากนี้ พี่ๆ ต้องศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมเรื่อง ลักษณะนิสัย ประเภทของคน จะได้รู้ว่าน้องคนนี้ เหมาะกับงานเราหรือเปล่า #mgrlunch
  • จัับคนให้ตรงกับงาน งานให้ตรงกับคน เหนื่อยน้อยกว่ามานั่งหว่านล้อมให้น้องอยากทำงานที่ตัวเองไม่ชอบแล้วก็ไม่สำเร็จ ป่อยๆๆ #mgrlunch
  • ส่วนเรื่องตังค์ เงินเดือนน้องๆจบใหม่ไม่ค่อยปรับฐานขึ้นเท่าไหร่ ข้าวของแพงขึ้น สิ่งยั่วใจเยอะขึ้น น้องๆมีเรื่องเสียตังค์เยอะ #mgrlunch
  • ถ้าเจอน้องทำงานเก่งทำงานดี ต้องกล้าจ่ายมากกว่าสมัยก่อน เดี๋ยวนี้น้องจบใหม่ ถ้าเก่ง เก่งจริงๆ ไม่ใช่แค่วิชา ประสบการณ์ก็มี #mgrlunch
  • ได้ยินบางคนบ่นว่าเด็กจบใหม่สมัยนี้ทำอะไรไม่เป็นซักอย่าง ผมว่าไม่จริง เขาพร้อมจะเรียนรู้ เก็ทเร็วด้วย ตั้งใจทำด้วยถ้าเขาชอบ #mgrlunch
  • ที่ลำบากหน่อยสำหรับผู้บริหารบริษัทใหญ่ๆ คือ ระบบงาน วิธีการทำงาน มันออกแบบมาเป็นสิบปีแล้ว แต่น้องๆ รุ่นหลังเขาเป็นอีกแบบ #mgrlunch
  • ระบบงานเก่า เจอกับน้องๆ รุ่นใหม่ ระยะสั้นปรับระบบคงไม่ทัน พี่ๆต้องค่อยๆอธิบายให้น้องเข้าใจว่าทำไมเราต้องทำงานตามระบบครับ #mgrlunch
  • ส่วนระยะยาว องค์กรที่มองการณ์ไกล เริ่มปรับระบบวิธีการทำงานแล้วครับ ลดงานน่าเบื่อซ้ำซ้อน เปิดให้สร้างสรรค์สนุกถูกใจคนรุ่นใหม่ #mgrlunch
  • สรุปสุดท้ายการทำงานกับ Gen-Y ศึกษาความชอบ จัดงานให้ตรงกับคน กล้าจ่ายให้สมฝีมือ เปิดโอกาสให้คิด พี่ๆต้องปรับตัวหาน้อง ครับ #mgrlunch

, , , ,

No Comments

Slide บรรยาย สำหรับ น้องๆ ม.บูรพา (31 ก.ค. 54) ครับ

http://www.siwat.com/doc/buu.pdf

No Comments

Facebook Group สำหรับ CMM512 ม.ศรีปทุมครับ

เชิญทางนี้ครับ
http://www.facebook.com/home.php?sk=group_156462157760575

No Comments

Slide บรรยาย และการบ้าน Innovative media ม.กรุงเทพครับ

ขอบคุณน้องๆ ทุกคนที่มีส่วนร่วมแสดงความเห็นใน class วันนี้ครับ สนุกดีครับ ขอแปะ link สำหรับ download เอกสารบรรยายไว้ตรงนี้ก่อนนะครับผม http://www.siwat.com/doc/bu.zip ส่วนการบ้านเดี๋ยวจะเขียนโจทย์ให้ละเอียดๆ อีกทีที่นี่ครับ

* โจทย์การบ้านโดยละเอียดมาแล้วครับ

  • กลุ่มละ 5 คนบ้าง 6 คนบ้าง แล้วแต่จับกันเองครับ
  • ให้เลือกแบรนด์มา 1 แบรนด์ แล้วมาดูวิธีการทำโฆษณาผ่านสื่อดิจิตอลของเขาว่าเป็นอย่างไร วิเคราะห์ วิจารณ์ในแง่มุมต่างๆ ดังต่อไปนี้ครับ * ถ้าจะให้ดี แนะนำว่าให้เลือกงานโฆษณาในประเทศไทยครับ
  • วัตถุประสงค์ของการโฆษณา – น่าจะทำไปเพื่ออะไร (ลองดู slide ที่ 11 ครับ)
  • การ targeting ใช้วิธีการไหน (demographics, contextual หรือ target ตาม intention ของ consumer)
  • มีใช้เครื่องมือทางการโฆษณาออนไลน์อะไรบ้าง (banner, search, social media, viral ฯลฯ)
  • มีการดูแลชื่อเสียงของแบรนด์บนอินเทอร์เน็ตหรือไม่
  • ถ้าเืลือก high involvement product ลองสมมติตัวเองเป็นลูกค้าที่กำลังตัดสินใจเลือกซื้อสินค้านั้นๆ แล้วลองดูว่า แบรนด์นั้นๆ ได้ทำบริหารจัดการควบคุม ข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวกับแบรนด์ของตัวเองดีหรือไม่ ถ้ายังไม่ดี เรามีคำแนะนำอย่างไร
  • เท่าที่ดูวิธีการโฆษณาผ่านสื่อดิจิตอลของแบรนด์ที่เราเลือก ทำได้ดีแล้วหรือยัง มีข้อเสนอแนะให้ปรับปรุงเรื่องอะไรได้บ้าง
  • เวลา present 15 นาทีต่อกลุ่ม แนะนำว่าประมาณ 15-20 slide น่าจะกำลังดี

ตอนนี้มีคนเลือก Coca-Cola ไปแล้ว หนึ่ง แบรนด์ครับ ที่เหลือก็เลือกอันอื่นๆ กันไปนะครับผม * ล่าสุดมีคนเลือก Pepsi มาอีกแบรนด์ครับ

เจอกันวันเสาร์ที่ 2 ก.ค. ครับ

ครั้งหน้า Present แล้วน่าจะมีเวลาเหลือครับ ถ้าใครอยากทราบเรื่องอะไรเป็นพิเศษ บอกมาได้นะครับ จะ post ลงในนี้ก็ได้ หรือ twitter facebook โทร ฯลฯ อะไรก็ได้ contact อยู่ใน เอกสารบรรยายครับ ผมจะเก็บตกในเรื่องที่อยากรู้ให้ครับ

2 Comments

เหตุผลที่คนแชร์

ในช่วงสามถึงสี่เดือนที่ผ่านมานี้ กระแสความนิยมในการใช้ทำโฆษณาแบบไวรัล (Viral Advertising) มีมากขึ้นตามลำดับ ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบของวีดิโอคลิป เกมส์ หรือ แอพพลิเคชั่นผ่านทางเว็บเครือข่ายสังคมตัวอย่างกรณีศึกษาดังอย่างเช่น คลิปครูปาบีบี ของ เบอร์เกอร์คิง หรือ Disconnect to connect ของ DTAC ที่มีผู้ชมในหลักล้านครั้ง มีผู้วิเคราะห์กันอย่างมากว่าปัจจัยหนึ่งที่อยู่เบื้องหลังจำนวนการชมที่สูงเหล่านั้นเป็นเพราะผู้ชมคลิปได้ทำการส่งต่อ หรือ แชร์ต่อให้กับคนที่รู้จักผ่านทาง เครือข่ายสังคม โดยเฉพาะเฟซบุ๊ค

ถ้าหากการแชร์ต่อ เป็นปัจจัยสำคัญของการกระจายตัวของเนื้อหาที่ส่งต่อแบบไวรัล (Viral Content) แล้ว การทำความเข้าใจเหตุผลที่ผู้บริโภคส่งต่อหรือแชร์ต่อ ข้อความ ก็น่าจะมีความสำคัญไม่น้อยต่อการออกแบบ Content สำหรับการโฆษณา หากเราออกแบบ Content ของเราได้ดี สามารถไปสะกิดความต้องการส่งต่อของผู้บริโภคได้ โอกาสที่ Content นั้นจะเกิดการกระจายตัวต่อไปในวงกว้างย่อมมีไม่น้อยทีเดียว ผู้เขียนได้ทำการศึกษาจากงานวิจัยต่างๆ และสังเกตตัวอย่างประกอบจากรูปแบบการแชร์ Content ต่างๆ ที่เกิดขึ้น คิดว่าสามารถสรุปได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ ดังต่อไปนี้

  1. Information Sharing การแชร์ข้อมูล (อันมีประโยชน์) – การแชร์ในรูปแบบนี้ เกิดขึ้นจากการที่ผู้อ่าน เมื่อได้อ่าน หรือชม Content นั้นแล้วเห็นว่าเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ น่าจะบอกต่อ ให้กับคนรู้จัก เพื่อเป็นประโยชน์กับผู้อื่นๆ ทั้งนี้ Content บางตัว อาจมีประโยชน์กับผู้ชมบางกลุ่มก็เป็นได้ เช่นคนชอบเรื่องเทคโนโลยีก็มีแนวโน้มจะส่งต่อหรือแชร์ต่อข้อมูลเกี่ยวกับเทคโนโลยี ให้กับคนที่ชื่นชมเทคโนโลยีด้วยกัน

    เมื่อนักการตลาดทราบเช่นนี้แล้ว หากเราออกแบบข้อมูลของเราให้มีประโยชน์แล้ว โอกาสที่จะเกิดการส่งต่อหรือแชร์ข้อมูลนั้นก็เป็นไปได้สูง โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้า High involvement ที่ต้องอาศัยข้อมูลประกอบการตัดสินใจซื้อ หรือ ในกลุ่มผู้บริโภคที่มีความต้องการข้อมูลมากเพื่อตอบสนองกับการใช้ชีวิตประจำวันเช่นกลุ่มคุณแม่มือใหม่ ที่ต้องการข้อมูลเกี่ยวกับการเลี้ยงดูบุตรเป็นต้น

  2. Emotional Sharing กดแชร์ตามอารมณ์ ในหลายกรณี ผู้บริโภคแชร์ หรือส่งต่อ Content เพียงเพราะต้องการระบายอารมณ์ที่มีต่อ Content นั้นๆ หรือเกิดความประทับใจ หรือเกิดความรู้สึกในทางใดทางหนึ่งอย่างมากกับ Content นั้นๆ เช่น คลิปตลกขบขัน คลิปเนื้อหาที่มีความเศร้า สะเทือนใจ หรือความแปลก น่าประหลาดใจ ส่วนใหญ่เมื่อผู้บริโภคกดแชร์ คลิปเหล่านี้ มักจะพ่วงไปด้วยความคิดเห็น หรือข้อความทางอารมณ์ที่มีต่อ Content นั้นๆ ด้วย

    การออกแบบ Content ในมีลักษณะสุดขั้วทางอารมรณ์ จึงมีโอกาสที่จะสร้างการขยายตัวจากการส่งต่อหรือการแชร์ต่อได้สูง อย่างไรก็ตามการเลือกรูปแบบทางอารมณ์ของเนื้อหาเหล่านั้น มีความจำเป็นจะต้องจัดการให้สอดคล้องไปกับภาพลักษณ์ของแบรนด์หรือสินค้าของเราด้วยเช่นกัน
  3. Self Expression พฤติกรรมการแชร์ หรือการบอกกล่าวเล่าความ หลายๆ ครั้ง เกิดขึ้นจาก การต้องการแสดงความเป็นตัวตนให้สังคมได้รับรู้ ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้บ่อยๆ คือการเปลี่ยนสถานะใน เฟซบุ๊ค หรือการ Check-in ใน Foursquare เป็นต้น

    นักการตลาดอาจใช้ประโยชน์จากการ แชร์เพื่อแสดงตัวตนนี้ได้ โดยการปล่อยข้อความ หรือส่งข้อความ ไปให้กับกลุ่มผู้บริโภคที่เราทราบแน่นอนว่ามีลักษณะนิสัย ส่วนตัว และการใช้ชีวิตสอดคล้องกับ แบรนด์ หรือสินค้าของเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มลูกค้าขาประจำ ผู้จงรักภักดีต่อแบรนด์ของเรา มีโอกาสจะส่งต่อ Content ในลักษณะนี้ได้มาก การบริหารฐานข้อมูลลูกค้า และการจัดกลุ่มลูกค้าชั้นดี และลูกค้าที่สามารถเป็นตัวแทนของแบรนด์ได้ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการทำการตลาดผ่านทางเครือข่ายสังคมในปัจจุบัน

, , ,

1 Comment

ว่าด้วยแคมเปญการตลาดเพื่อระดมเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัย

มีเพื่อนๆ พี่น้อง ในวงการการตลาด หลายคน พูดถึง การที่องค์กร บริษัท ห้างร้าน ต่างๆ ออกมาทำแคมเปญช่วยเหลือผู้ประสบภัยในรูปแบบต่างๆ บ้างก็ตั้งตัวเป็นตัวกลางรับการบริจาคจากประชาชน แล้ว เอาไปบริจาคต่อ บ้างก็ทำแคมเปญบน Facebook page เพื่อให้คนมากด Like ยิ่งถ้ามีคนกด Like มาก ก็จะบริจาคเงินมาก

แคมเปญต่างๆ เหล่านี้ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ มากมายครับ บ้างก็ว่าฉวยโอกาสจากคนเดือดร้อน เอามาหาประโยชน์ใส่ตัว บ้างก็ว่า ถือโอกาส เอาหน้า ประชาสัมพันธ์องค์กร

ความเห็นต่อไปนี้ ขอเรียนว่าเป็นความเห็นส่วนตัว จากประสบการณ์ที่ได้ทำงาน ทั้งในสายงานการตลาด โฆษณา ประชาสัมพันธ์ และ ในฐานะผู้บริหาร และกรรมการบริษัทครับ อยากจะแชร์ให้ทุกท่านได้ลองอ่าน และพิจารณาว่าคิดเห็นกันอย่างไรครับ

ก่อนจะสรุป ว่า ฉวยโอกาส หรือไม่ เอาหน้า หรือไม่ ผมขอชี้ให้เห็นความแตกต่าง ระหว่างการบริจาคส่วนบุคคล และการบริจาคโดยองค์กร ครับ

  • การบริจาคส่วนบุคคล เงินออกจากกระเป๋าผู้บริจาคเอง ด้วยความเต็มใจของผู้บริจาคเอง จะบริจาคอย่างไรก็ได้ บางคนก็บริจาคเงียบๆ ไม่ประสงค์ออกนาม บางคนก็ต้องขึ้นเวทีร้องเพลงแล้วค่อยบริจาค บางคนก็บริจาคผ่านรายการทีวีจะได้มีชื่อขึ้นหน้าจอ บางคนก็ไม่บริจาค สุดแท้แต่เลยครับ
  • การบริจาคขององค์กร ใครเป็นเจ้าของเงิน? … แน่นอนครับ คนที่เป็นเจ้าของเงิน ก็คือเจ้าของบริษัท ซึ่งก็คือผู้ถือหุ้นครับ แล้วใครตัดสินใจว่าจะบริจาคอย่างไร … ส่วนใหญ่เป็นผู้บริหารครับ จะเป็น CEO CFO MD GM อะไรก็ว่ากันไป หรือบางครั้งอาจเป็น คณะกรรมการบริหารบริษัท ซึ่งผู้ถือหุ้นแต่งตั้งมา ความยุ่งยากมันเกิดขึ้นตรงนี้ครับ เพราะ
  1. คนตัดสินใจ ไม่ใช่เจ้าของเงิน
  2. เจ้าของเงินอาจมีหลายคน แต่ละคนอาจคิดเห็นไม่ตรงกัน

ผู้รู้ด้านการลงทุน และนักวิเคราะห์หลายคน ตั้งคำถามเกี่ยวกับการบริจาคขององค์กรครับ ว่าผู้บริหารควรทำอย่างไร ถ้าบริจาคให้องค์กร A เป็นไปได้ไหม ผู้ถือหุ้นจำนวนหนึ่งอาจบอกไม่อยากบริจาคให้องค์กรนี้ แต่อยากให้บริจาคให้องค์กรอื่น บางทีก็เลยมีการพูดกันว่า ในฐานะผู้บริหาร ไม่ต้องไปบริจาคเสียดีกว่า เก็บเงินเป็นผลกำไร ไปจ่ายปันผลให้ผู้ถือหุ้น แล้วก็ให้ผู้ถือหุ้นแต่ละรายไปจัดการกับเงินของตัวเอง ว่าจะบริจาคอย่างไร

ในหลายครั้ง ผู้ถือหุ้นก็ให้สิทธิ์ กรรมการ หรือผู้บริหารตัดสินใจบริจาคแทนตัวเองได้บ้าง ซึ่งก็มันจะต้องกำหนดอยู่ในแนวนโยบาย หรือไม่ก็มีการกำหนดลงในงบประมาณบริษัทฯ

ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวัง

โดยเฉพาะการบริจาค แบบให้เปล่า ไม่เอาผลตอบแทนใดๆ ผู้ถือหุ้นจะควบคุมอย่างไร ว่าจะบริจาค 1 ล้าน 5 ล้าน 10 ล้าน จุดที่เหมาะสมมันอยู่ตรงไหน

ส่วนตัวผมเอง หากเป็นการบริจาคแบบให้เปล่า ผมเชื่อว่าผู้บริหารไม่น่าต้องเข้ามาจัดการ น่าจะปล่อยกำไรไปปันผล แล้วให้ผู้ถือหุ้นแต่ละรายไปจัดการกันเองในแบบส่วนตัวดีกว่าครับ เรียกว่าตามแต่ศรัทธาของแต่ละท่าน

หรือหากมีการกำหนดในงบประมาณบริษัทฯ ผมคิดว่า จะเป็นจำนวนเงินไม่มาก

ทีนี้ในภาวะวิกฤติ จะทำอย่างไร หากผู้บริหารต้องการให้บริษัทช่วยเหลืออย่างเต็มกำลังความสามารถ ผมคิดว่าผู้บริหารมีทางเลือกดังต่อไปนี้ครับ

  1. บริจาคเองส่วนตัว จากกระเป๋าผู้บริหารเอง
  2. เอาเงินบริษัทบริจาค ถ้าในงบมีไม่พอ ต้องไปขออนุมัติจากผู้ถือหุ้น ซึ่งอาจต้องใช้เวลานาน กว่าจะเรียกประชุม กว่าจะอนุมัติ และยังต้องบริหาร ศรัทธา หรือ ความตั้งใจดีของผู้ถือหุ้นแต่ละคน ซึ่งอาจคิดเห็นไม่เหมือนกัน
  3. ผันงบจากงบส่วนอื่นๆ มาใช้ในการบริจาค

ทีนี้พอมาถึงข้อ 3) นี่ล่ะครับ ที่จะเกิดเรื่องยุ่ง เพราะ ถ้าไปเอางบโฆษณาประชาสัมพันธ์มาล่ะก็ การใช้เงินออกไป ต้องมีผลตอบแทนกลับเข้ามา ไม่ว่าในรูปแบบใด รูปแบบหนึ่ง ก็ขึ้นอยู่กับการคิด และการสร้างสรรค์ของผู้บริหารแต่ละท่าน แต่ละคณะ ผมจึงไม่แปลกใจ ที่เห็นหลายองค์กร มาทำ แคมเปญ กด Like Facebook แล้วถ้ากดเยอะก็จะไปบริจาคเยอะ

ความเห็นส่วนตัวของผมนะครับ

ในภาวะวิกฤติ ถ้าหากต้องการช่วยเหลือกัน ทางใดที่จะทำให้ได้ยอดเงินบริจาคสูงสุด น่าจะเป็นทางที่ให้ความช่วยเหลือได้มากที่สุด

สมมติว่า ถ้าไม่ทำแคมเปญการตลาดเพื่อเอาเงินไปบริจาค ทางบริษัท อาจจะบริจาคได้ 100,000 บาท แต่ถ้าทำแคมเปญการตลาด อาจจะบริจาคได้มากขึ้นเป็น 1,000,000 บาท โดยที่คนบริจาคไม่ใช่แค่บริษัทอย่างเดียว แต่เป็นบริษัทและลูกค้าของบริษัทและผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมต่างหาก ที่มาช่วยกันบริจาค โดยบริษัทฯ เป็นตัวแทนแปลง จำนวน Like (ซึ่งไม่สามารถเอาไปช่วยอะไรผู้ประสบภัยได้) ให้เป็นเงิน ถ้าเป็นอย่างนี้ และโจทย์ในเวลานี้ คือการเร่งส่งเงินความช่วยเหลือไปให้ได้มากที่สุด

คงต้องเลือกทางที่ได้เงิน 1,000,000 บาทครับ

ไม่เลือกทางนี้ได้ไหม ก็อาจจะได้ครับ เนื่องจากเจ้าของเงินคือผู้ถือหุ้น ในฐานะผู้บริหาร อาจช่วยได้โดยการแจ้งข่าวไปยังผู้ถือหุ้น เพื่อให้ช่วยไปบริจาคกันส่วนตัว หรือไม่ก็ขอเรียกประชุมผู้ถือหุ้น (ผ่านกรรมการบริษัท) เพื่อให้อนุมัติเงินมาบริจาค

ผมลองตั้งคำถามกับตัวเองเล่นๆ

ผู้บริหารทั้งหลาย จะเคยคิดไหม ว่าถ้าทำแคมเปญการตลาดแล้วเอาเงินไปบริจาค จะถูกวิพากษ์วิจารณ์

และผมเชื่อว่า ด้วยความรู้ ประสบการณ์ ต่างๆ เหล่าผู้บริหารองค์กรน่าจะคาดการณ์ได้ว่า คงต้องโดนต่อว่า วิพากษ์ วิจารณ์บ้าง จะหนัก จะเบา ก็ตามแต่ประเมินกันไป

แล้วทำไมถึงยังทำ

อันนี้เป็นจุดสำคัญครับ

หากว่าทำเพื่อหวังประโยชน์ ต้องการฉวยโอกาสจากผู้เดือดร้อนจริง ผมก็คิดว่าน่าเสียใจ

แต่หากว่า ทำเพื่อเร่งระดมเงิน เพื่อส่งมอบความช่วยเหลือให้ได้เร็ว แรง โดยยอมแบกรับความเสี่ยงที่จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ ผมคิดว่าน่าชื่นชมครับ

ส่วนกรณีที่ว่า มีบางองค์กร โดยเฉพาะองค์กรสื่อ ที่ตั้งตัวเป็นผู้รับบริจาค แล้วเอาไปบริจาคต่ออีกทีหนึ่ง ผมคิดอย่างนี้ครับว่า องค์กรสื่อ มีสิ่งหนึ่งที่มีประโยชน์มาก โดยเฉพาะในภาวะเช่นนี้ คือความสามารถในการเข้าถึง หรือเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารให้หมู่คนจำนวนมาก การตั้งตัวเป็นผู้กระจายข่าว และรับบริจาค จึงน่าจะมีโอกาสสร้างการระดมเงินบริจาค ได้มากกว่าองค์กร หรือบุคคลอื่นๆ เพราะฉะนั้น ผู้บริหารองค์กรสื่อ ที่ออกมาทำโครงการเหล่านี้ หากเป็นไปด้วยเจตนาแห่งการช่วยเหลือ และเร่งการบริจาคให้ เร็ว และแรง แม้จะทราบว่าอาจถูกวิพากษ์วิจารณ์บ้าง ผมก็คิดว่าน่าชื่นชมเช่นกัน

สุดท้าย ผมว่า เจตนา เป็นเรื่องสำคัญ แน่นอนคนเราดู ตัดสิน เรื่องหลายๆ เรื่องจากการกระทำที่แสดงออกมา แต่ในหลายๆครั้งเช่นกัน เราอาจไม่ทราบว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น เจตนาที่แท้จริง เป็นอย่างไร การพยายามทำความเข้าใจถึงเหตุผล ที่มาที่ไป และเจตนาของอีกฝ่ายหนึ่ง น่าจะช่วยทำให้เรามองสิ่งต่างๆ ได้อย่างครบถ้วน มากขึ้นครับ

สุดท้ายนี้ ขอภาวนา ให้ผู้ประสบภัย ชาวญี่ปุ่น เพื่อนร่วมโลกของเรา รอดพ้นจากภยันตรายต่างๆที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ขอให้เงิน และกำลังศรัทธาเยียวยา ฟื้นฟู ทั้งหลาย เข้าไปถึงโดยไว ช่วยเหลือให้เพื่อนพี่น้อง กลับมาสู่การดำรงชีวิตอันเป็นปรกติสุขในเร็ววันครับ

#YNWA JAPAN

, , , , ,

6 Comments