Archive for category Simple Ideas

การบริหารเงินสำหรับคนเงินเดือน 15,000 บาท

ช่วงหลังๆ มานี้ผมได้มีโอกาสให้คำปรึกษา น้องๆ ที่รู้จักกันหลายคน เกี่ยวกับการบริหารเงินครับ วันนี้พอมีแรง เลยขอเล่าให้ฟังสักหน่อย ขอเริ่มที่คนทำงานกินเงินเดือน มีรายได้ 15,000 บาทก่อน สาเหตุที่เริ่มที่ 15,000 บาทเพื่อให้พ้องกับเงินเดือนขั้นต่ำสำหรับคนจบ ป. ตรี ที่ได้ยินกันมาอย่างหนาหูครับ ก่อนจะอ่านรายละเอียดต่อไป ผมขอบอกก่อนว่า สิ่งที่ผมจะเขียนนี้ เป็นแนวความคิดของผมเอง แต่ละคนอาจมีข้อจำกัด หรือค่าใช้จ่ายประจำอื่นๆ ที่ต่างไปจากนี้ ก็ขอเชิญประยุกต์เอาตามชอบใจครับผม

ก่อนอื่น สำหรับคนที่มีเงินเดือน 15,000 บาท ขอให้ตั้งกฎกับตัวเองดังนี้ครับ

ไม่เป็นหนี้ ไม่เป็นหนี้ ไม่เป็นหนี้

สาเหตุที่ต้องตั้งกฎแบบนี้ เพราะสมัยนี้ สิ่งยั่วตายั่วใจมันเยอะเหลือเกิน ทั้งเรื่องกิน เที่ยว shopping แถมธนาคารต่างๆ ก็ยังอนุมัติบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล ฯลฯ ให้เราอย่างง่ายดาย ผมเขียนแบบนี้เพราะเป็นคนหนึ่งที่เคยติดหนี้บัตรเครดิตมาก่อน เต็มวงเงิน 2 ใบ ใบละ 45,000 บาท (15 ปีที่แล้ว สมัยโน้นดอกเบี้ยประมาณ 27% หรือ 29% จำไม่ได้) สุดท้าย แก้ไม่ออก คุณพ่อรู้เข้า มาปลดหนี้ให้ แล้วก็ทำงานใช้พ่อ เคยมีน้องบางคนบอกว่า คุณพ่อคุณแม่ทราบเรื่อง แล้วก็บอกว่าหนี้ตัวเอง ต้องไปใช้เอง รับผิดชอบเอง เป็นแนวคิดแบบหนึ่งครับ ส่วนคุณพ่อผมคิดต่างออกไป ท่านบอกว่าจะไปเสียดอกให้ธนาคารทำไม ถ้าอยากรับผิดชอบให้มาผ่อนพ่อแทน จ่ายดอกให้พ่อก็ได้ เงินทองไม่รั่วไหลอยู่ภายในครอบครัว และลองคิดจริงๆ คุณพ่อผมเอาเงินไปลงทุนอื่นๆ ก็ยากจะได้ผลตอบแทน 27%-29% นะ

อย่างไรก็ตาม เจ้าดอกเบี้ยบัตรเครดิตที่เสียไป สำหรับผม มันเป็นเรื่องรองครับ เรื่องหลักจริงๆ ในมุมมองผมคือ การติดหนี้ ทำให้เราเสียสมาธิ พะวักพะวง ต้องคอยเอานู้นมาโปะเงินนี้ บัตรโน้นมาโปะบัตรนี้ สินเชื่อนี้ไปแปะอันนั้น วันๆ ไม่ต้องทำอะไรเพราะต้องมาบริหารหนี้ ชักหน้าไม่ถึงหลังเช่นนี้ สมาธิที่เสียไป มีผลอย่างยิ่งยวดกับการทำงาน คนเงินเดือน 15,000 เพิ่งเริ่มทำงานผมบอกได้เลยว่า ถ้าตั้งหลักกับการทำงานได้ดี ไม่ต้องวอกแวกเรื่องอื่น แต่ใช้สมาธิกับงาน ดูว่าเราชอบงานหรือเปล่า ความถนัดเราตรงกับงานที่ทำไหม ถ้าตั้งลำได้แล้ว ฝึกฝนพัฒนาทักษะ ให้ทำงานได้เก่ง ได้เร็ว ได้ครบถ้วน เราจะได้ขยับขึ้นไปในกลุ่มเงินเดือนที่สูงกว่าได้เร็วครับ พอเงินเดือนสูงขึ้นอีกหน่อย เราก็มีเงินใช้จ่ายได้มากขึ้นเอง อย่าไปเสียสมาธิเพราะหนี้ที่เราก่อ

เอาล่ะ นอกจากไม่เป็นหนี้ ผมแนะนำการบริหารเงินดังนี้ครับ ดูรูปประกอบด้วยก็ได้ครับ เรียงตามลำดับก่อนหลัง

  1. เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ – ถ้าบริษัทของเรามี ผมแนะนำให้ทุกๆคน เลือกให้เขาหักสูงสุดครับ อาจจะ 3% หรือ 5% ก็สุดแท้แต่ สิ่งที่สำคัญคือ เขาหักไป บริษัทจะสมทบให้อีกเท่ากัน เช่นหักไป 3% หรือ 450 บาท บริษัทจะสมทบให้อีก 450 บาท แต่ถ้าให้หัก 5% 750 บาท เราก็ได้อีก 750 บาท เพราะฉะนั้น ยิ่งให้หักมาก เรายิ่งได้เงินมากครับ ส่วนนี้เป็นส่วนเงินออมแรกเลยที่ควรให้หักไปครับ นอกจากได้สมทบเยอะ ยังช่วยเราออมเงินได้อีกด้วย ส่วนประกันสังคม ไม่ต้องพูดถึง เพราะโดนหักอยู่แล้วอัตโนมัติ
  2. เงินออม / ให้พ่อแม่ – คนที่ต้องให้พ่อแม่ ส่วนใหญ่จะหักให้ไปก่อนอยู่แล้ว แต่เจ้าเงินออมเนี่ยสิครับ หลายๆ คน เอาไว้ทีหลัง คือมีเหลือเท่าไรค่อยเก็บ ซึ่งผมบอกได้เลยว่า มันจะไม่เหลือ … เพราะฉะนั้นถ้าอยากออมเงินจริง เงินเดือนออกปุ๊บให้รีบหยอดกระปุกเลยครับ แนะนำให้หาบัญชีฝากประจำ แบบสะสมเท่ากันทุกเดือน จะได้ดอกเบี้ยสูงหน่อยด้วยครับ (ผมยังไม่แนะนำการลงทุนอื่นๆในขั้นนี้ เพราะเงินมันยังน้อยอยู่ครับ ลงทุนไปก็ปวดหัวต้องมาคอยเป็นห่วงว่าเงินลงทุนไปถึงไหนแล้ว เสียสมาธิกับการทำงานอีก)
  3. ค่าใช้จ่ายประจำ – ตรงนี้ล่ะครับ บอกได้เลยว่าคน กทม. ที่อยู่กับครอบครัว กับคน ตจว. ที่มาเช่าห้องอยู่ ค่าใช้จ่ายต่างกันฟ้ากับเหวครับ คนอยู่หอ เดือนหนึ่งโดนประมาณ 5,000 แน่ๆ ค่าใช้จ่ายนี้ ถ้าลดได้ ผมแนะนำให้ลด เช่น ค่าหอ ให้หา รูมเมทมาแชร์ คิดง่ายๆ ค่าหอ 4,000 ถ้าได้รูมเมทมาแชร์ครึ่งหนึ่ง เราจะมีเงินไว้เก็บ หรือไว้ใช้อีก 2,000 ต่อเดือนแน่ะ ทีนี้ถ้าใครบอกไม่เอาชอบความเป็นส่วนตัว ก็ให้ลองคิดดูว่า ค่าความเป็นส่วนตัว คุ้มกับ 2,000 ต่อเดือนหรือเปล่า ส่วนค่าน้ำค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ 1,500 คงไม่ต้องบอก ประหยัดได้ก็ประหยัด มันก็จะลดลงไปเองครับ ส่วนค่าเดินทาง ผมเอามาอยู่หมวดเดียวกัน เพราะผมว่าตรงนี้ มันควรคิดคำนวณด้วยกันเป็นภาพรวมครับ เช่น ถ้าเรายอมจ่ายค่าหอแพงหน่อย เพื่อให้อยู่ใกล้ที่ทำงานขึ้น ประหยัดค่าเดินทาง สุทธิแล้ว ค่าใช้จ่ายเท่าๆ กัน แน่นอนเราอยู่ใกล้ที่ทำงานย่อมดีกว่าครับ นี่ยังไม่รวม เวลาเดินทางที่จะใช้น้อยลง ซึ่งจะช่วยลดความเหนื่อยล้า และเพิ่มพลังในการทำงานอีกนะครับ ความเห็นผม อยู่ใกล้ที่ทำงาน ถ้ารวมค่าเดินทางกับค่าหอแล้วต่างกันไม่มาก อยู่ใกล้ดีกว่าครับ มีเวลา สมาธิ ในการทำงาน หรือแม้กระทั่งจะเอาเวลาว่างมาหารายได้เสริมได้อีกด้วย สำหรับคนที่ไม่ต้องจ่ายค่าหอ ผมขอให้มองเพื่อนๆ ที่มีภาระค่าหอครับ ถ้าเขาอยู่ได้ เราก็ต้องอยู่ได้ เงินส่วนต่างตั้ง 4,000 บาทนั้น ผมแนะนำให้ออมมากขึ้นสัก 1,000-2,000 ต่อมาดูว่ามีวิธีไหนไหมที่จ่ายค่าเดินทางมากขึ้นอีกหน่อย แต่ประหยัดเวลาเดินทางได้ เช่น เปลี่ยนจาก รถเมล์เป็นรถไฟฟ้า หรือพี่วินฯ เก็บพลังงานเราไว้ใช้ในการทำงานครับ สุดท้ายที่เหลือก็เอาไปกิน เที่ยวตามใจชอบครับ
  4. ค่าข้าว ค่าน้ำ – รวมอยู่ด้วยกันครับ คำแนะนำคือ พยายามควบคุมค่าใช้จ่ายรายวันนี้ให้อยู่ในงบ พึงระลึกไว้ว่า เงินที่เหลือถัดไปจากก้อนนี้ คือ งบ shopping และเที่ยวแล้วครับ ถ้าประหยัดตรงนี้ได้ จะมีเงินเหลือให้ช้อป กินดื่มได้มากขึ้น สำหรับคนเงินเดือนเริ่มต้น ผมแนะนำให้ห่างไกลสิ่งเหล่านี้ครับ
    • กาแฟ ชานมไข่มุก แก้วละ 40 บาท ถึง 140 บาท ไว้รวยแล้วค่อยกินครับ กินกาแฟฟรีใน office ไปก่อน ถ้าเรากินกาแฟแก้วละ 50 ทุกวัน 20 วันต่อเดือน จะเป็นเงิน 1,000 บาทครับ มีค่าเท่ากับ ปาร์ตี้มันส์ๆ 1 ครั้ง บวกกับเสื้อผ้า แพลตตินัม 2 ชิ้นขึ้นไป อีกตัวเลือกหนึ่งที่ใช้แก้ง่วง แทนกาแฟ ได้ ผมแนะนำ หมากฝรั่งครับ 1 กล่อง 10 บาท มี 9 เม็ด กินได้ 2 วัน เฉลี่ยวันละ 5 บาท แก้ง่วงได้ แถมยังเพิ่มออกซิเจนให้สมองด้วยครับ
    • บุหรี่ ทั้งทำร้ายสุขภาพและกระเป๋าสตางค์
    • อาหารกลางวันมื้อแพงๆ ถ้าไปกินกับพี่ๆ ที่ทำงาน ให้พี่ๆ มันจ่ายไปครับ ถ้าพี่ไม่เลี้ยง วันหลังไม่ต้องไปกิน เราเงินเดือน 15,000 พี่เงินเดือน 50,000 การใช้ชีวิตไม่เหมือนกันอยู่แล้ว จะให้ไปกินแพงๆ มื้อละ 100-200 ขึ้นไป พี่ต้องเลี้ยง!

สุดท้ายคือเงินเหลือ เที่ยว shopping – เคล็ดลับของเรื่องนี้ คืออย่างนี้ครับ

คนทั่วไป มักจะเที่ยว shopping ตอนต้นเดือน ทันทีที่เงินเดือนออก แล้วพอปลายเดือนค่อยกินแกลบ

ผมแนะนำกลับกัน เงินเดือนออกปั๊บ

ออมก่อน ใช้จ่ายประจำก่อน แล้วเหลือเท่าไหร่ ตอนปลายเดือน ค่อยเที่ยว ค่อย shop เท่านั้น

สมมติเงินเดือนออกวันที่ 31 แทนที่จะ shop วันที่ 31, 1, 2, 3 เราหันมา shop วันที่ 30 แทนดีกว่าครับ ใช้ให้มันหมดไปเลยก็ได้ เพราะวันรุ่งขึ้นเงินใหม่จะมาแล้ว เป็นวัยรุ่นมันต้องเที่ยวต้อง shop บ้าง อย่าไปฝืน อย่าไปทำให้ชีวิตมันลำบากยากแค้นมากนัก หาความสุขความสบายใส่ตัวบ้าง เพื่อให้เราไม่รู้สึกกดดันกับชีวิตและการเงิน และเราจะมีสมาธิกับการทำงานได้อย่างเต็มที่ครับ

สุดท้าย ดูจากตาราง เราจะเห็นได้ว่า เฮ้ย จำนวนวันในแต่ละเดือนมีความสำคัญนะ เห็นอย่างนี้เราคงรักเดือน กุมภาฯ เพิ่มขึ้นอีก และเราคงรักเดือนที่มี 30 วันมากกว่า เดือนที่มี 31 วัน มากขึ้นอีกหน่อย ขอให้สนุกกับการบริหารเงินครับ

48 Comments

ชีวิตคู่

ด้วยเหตุผลกลใดไม่ทราบได้ ช่วงนี้ทั้ง เพื่อน และศิลปินที่ติดตามใน instagram อัพโหลดรูปจากร้าน Audrey cafe ทองหล่อ ซอย 11 บ่อยเหลือเกิน เหมือนเป็นการเตือนให้ผมมาเขียน Note ฉบับนี้ ตามความตั้งใจตั้งแต่เืมื่อ 3 เดือนที่แล้ว

9 พ.ค. 2555 ผมไปร้าน Audrey เป็นครั้งแรก เพื่อร่วมแสดงความยินดีกับคู่บ่าวสาว

เจ้าสาว และผมเคยทำงานด้วยกันอยู่หลายปี เป็นน้องสาวที่เก่ง และตั้งใจทำงานมากๆ เลยคนหนึ่ง ตั้งแต่อยู่ในวงการนี้มา

วันนั้นคู่บ่าวสาวให้เกียรติผม และพี่ชายในวงการอีกท่านหนึ่ง ได้กล่าวอะไรบ้างเล็กน้อย

ต้องขอบคุณที่บอกล่วงหน้า เพราะมันทำให้ผมมีเวลาคิด ว่าจะพูดอะไร

ไอเดียแรกคือ สิ่งที่พูดในงานนี้จะต้อง ง่าย และ เรียบ ด้วยสองเหตุผลคือ เหตุผลแรกคือ งานเขาจัดเรียบๆ สิ่งที่พูดจะได้เข้าธีม ส่วนเหตุผลที่สองคือ ช่วงก่อนงานมานี้ คนที่รู้จักหลายคนมาปรึกษาปัญหาชีวิตคู่ จึงอยากประมวลเอาประสบการณ์ส่วนตัวเท่าที่มี มาเป็นข้อความง่ายๆ ที่เผื่อคู่บ่าวสาวจะเอาไปใช้ได้บ้าง

ผมแชร์ไปสองเรื่อง คิดว่าเป็นสองเรื่องที่น่าจะทำให้ชีวิตคู่นั้นยืนยาว

เรื่องแรก : ความเข้าใจในความต่าง – แน่นอนว่าคู่สมรสส่วนใหญ่ ได้ผ่านการสถานะ “แฟน” กันมาก่อนแล้ว เพราะฉะนั้น เรื่องนิสัยใจคอ ความชอบส่วนตัว ฯลฯ ย่อมต้องรู้จัก รู้ใจกันมามาก และย่อมตัดสินใจกันดีแล้วกว่าจะตกลงแต่งงานกัน แต่สิ่งที่ยังรออยู่หลังวันแต่งงานนั้น มีอะไรเพิ่มขึ้นไปอีก

สำหรับคนที่ไม่เคยอยู่ก่อนแต่ง ความท้าทายแรกคือการใช้ชิวิตอยู่ด้วยกัน ตอนเป็นแฟนส่วนใหญ่เจอกันนอกบ้าน ตกดึกกลับไปนอนบ้านใครบ้านมัน เพราะฉะนั้นชีวิต “ที่บ้าน” ที่จะต้องใช้ร่วมกันเป็นสิ่งใหม่ สิ่งสำคัญที่ สามีภรรยา อาจต้องเข้าใจก่อน คือเราสองคนต่างมาจากพื้นฐานครอบครัวที่ต่างกัน เลี้ยงดู และใช้ชีวิตกันมาคนละแบบ เกินกว่า 20-30 ปี ความคิด ความเชื่อ การตัดสินว่าอะไรถูกหรือผิด ย่อมต่างกัน ตัวอย่างที่ผมยกในงานวันนั้น เช่น เติมน้ำมันรถต้องดับเครื่องหรือไม่ เดินออกจากบ้านไปในสวนต้องปิดประตูบ้านหรือไม่ นี่ยังไม่รวมกับเรื่องอื่นๆ จิปาถะ สำหรับคนไม่เคยใช้ ห้องนอนเดียวกัน เตียงเดียวกัน ห้องน้ำเดียวกัน ตู้เย็นเดียวกัน ฯลฯ ด้วยความต่างของชีวิตแต่ละคน จึงทำให้มีหลายครั้งที่คนสองคนจะมีความเห็นไม่ตรงกัน เช่น เดินออกจากบ้านไปในสวน บางบ้านมีหลักปฏิบัติว่าให้ปิดประตูทุกครั้ง เดี๋ยวยุงเข้า ส่วนอีกบ้านมีหลักว่า ไม่ต้องปิด เพราะออกไปแป๊บเดียวจะเปิดปิดบ่อยๆ ทำไม บางบ้านตั้งแต่เด็กจนโต นอนเปิดแอร์ถึงตีสามก็ลุกมาปิดเพื่อประหยัดไฟ ส่วนอีกบ้านเปิดกันยันเช้าเดี๋ยวไม่เย็น ความเห็นต่างเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้หากไม่เข้าใจว่าทำไม ถึงคิดไม่เหมือนกัน และพยายามจะเปลี่ยนให้อีกฝ่ายเป็นเหมือนตัวเอง อาจเป็นชนวนนำไปสู่การทะเลาะเบาะแว้งได้ง่ายๆ

ส่วนคนที่เคยอยู่ก่อนแต่งมาก่อนแล้ว ใช่ว่าจะไม่มีปัญหาเรื่องนี้ เพราะการใช้ชีวิตคู่ ไม่ใช่เพียงเรื่องปัจจุบัน แต่มันเลยไปถึงเรื่องอนาคต ตอนเป็นแฟนกันอยู่ด้วยกัน อะไรหลายๆ อย่างที่ทำ เป็นเรื่องเฉพาะหน้า ปัจจุบันทั้งสิ้น เช่น แอร์ที่ห้องเสีย หรือ ไข่ในตู้เย็นหมดใครจะรับผิดชอบเป็นต้น แต่เมื่อสร้างครอบครัวกันแล้ว มีหลายเรื่องที่อาจต้องทำด้วยกัน เช่น ช่วยกันเก็บเงิน พอมีเงินแล้วจะไปทำอะไร ซื้อหุ้น ซื้อรถคันใหม่ ซื้อคอนโดในเมือง ฯลฯ การต้องตัดสินใจร่วมกันในเรื่องเหล่านี้ หากโชคดีคิดตรงกันก็ง่ายไป แต่หากคิดไม่เหมือนกันแล้ว การทำความเข้าใจความเห็นของอีกฝ่าย เป็นเรื่องสำคัญมาก

เราเคยได้ยินบ่อยๆ ว่าเป็นแบบนี้ให้ “ปรับตัวเข้าหากัน” วิธีนี้ก็ดีครับ ถ้าทั้งสองฝ่าย หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยอมปรับตัว เรื่องก็ง่าย แต่บางครั้งเราจะเจอสถานการณ์ที่ว่า ใครจะปรับหาใครก่อน อยู่บ่อยๆ ผมจึงเสนออีกวิธีหนึ่งคือ ไม่ต้องมีใครปรับ แต่แค่เข้าใจว่าเราคิดไม่เหมือนกัน ผมสังเกตผู้ใหญ่หลายท่าน เวลาให้โอวาท มักบอกว่าเวลามีปัญหาให้ สงบปากสงบคำ ท่านคงไม่ได้หมายถึงไม่ให้พูดกันเลย แต่ในหลายครั้ง ความยับยั้งชั่งใจ ไม่พูดทุกอย่างที่คิด ทำให้เรามีเวลาตรึกตรอง และทำความเข้าใจในเรื่องราวต่างๆ มากขึ้น จนทำให้เห็นว่าเรื่องเล็กบางเรื่อง แม้เราจะไม่เห็นด้วย แต่ก็ไม่จำเป็นต้องแย้ง หรือค้านเสมอไป ก็แค่ “ช่างมัน” ไปครับ แต่ต้องช่างจริงๆ นะ อย่าเก็บไปคิดติดใจเอาความภายหลัง

การเข้าใจความต่าง และยอมรับความต่างทางความคิดนี้ จึงน่าจะช่วยลดโอกาสในการทะเลาะเบาะแว้ง มีปากเสียงกันได้ครับ

เรื่องที่สอง : ความเชื่อ – ในที่นี้ผมหมายถึง ความเชื่อในชีวิตสมรส ว่าจะอยู่ยั้งยืนยงไปได้เป็นอย่างดี เพราะในชีวิตจริง แม้ว่าจะพยายามปรับตัวกันอย่างไร แต่อย่างโบราณท่านว่า อยู่ใกล้กัน เหมือนลิ้นกับฟันก็ย่อมทะเลาะกันได้บ้าง บางครั้งมีปากเสียงรุนแรง ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจคิดเลยเถิดไปถึงว่า เอ๊ะ นี่เราตัดสินใจผิดหรือเปล่า ที่มาแต่งงานกับคนนี้

ตรงนี้ล่ะครับที่ ความเชื่อ จะมีส่วนสำคัญเป็นอย่างมาก ถ้าเรา เชื่อ และเชื่ออย่างสนิทใจ ว่าเราได้ตัดสินใจถูกแล้ว และปัญหาต่างๆ ที่เราเจออยู่ในขณะนี้ เป็นเพียงอุปสรรคอย่างหนึ่งของชีวิตคู่ แต่ไม่ว่าอย่างไร ณ ปลายทาง เราก็ยังอยู่ด้วยกัน สร้างครอบครัว ใช้ชีวิตบั้นปลายร่วมกันอยู่ดี ความเชื่อนั้นจะนำพาเราผ่านพ้นเรื่องยากๆ ปัญหาใหญ่ๆ ไปได้

มาถึงจุดนี้ บางคนอาจไม่เห็นด้วยกับผม หากชิวิตคู่ไม่มีความสุข ต้องทนทุกข์ทรมาณอยู่ทุกวัน จะอยู่ไปทำไม เลิกเสียดีกว่า แล้วไปเริ่มต้นใหม่ อย่างไรก็ได้ขอให้พ้นจากจุดนี้ไป นี่ล่ะครับ คือเรื่องของความเชื่อ ชีวิตไม่เคยมีอะไรง่าย ยิ่งชีวิตคู่ก็ยิ่งไม่มีอะไรง่าย หากเป้าหมายของเราคือการใช้ชีวิตคู่ต่อไปจนแก่เฒ่า ความเชื่อนี้สำคัญ ไม่ว่าจะเกิดอะไร อย่างไร เราจะไม่เลิกราต่อกัน เราจะพยายามแก้ไขปัญหาต่างๆ ด้วยกัน แต่ถ้าเป้าหมายของเราคือการใช้ชีวิตส่วนตัวให้มีความสุขที่สุด ไม่ว่ามันจะเป็นชีวิตคู่หรือไม่ก็ตาม อันนั้นก็สิทธิ์ของเราครับ จะเลือกแบบไหนก็สุดแท้แต่ ไม่มีใครมาห้าม มากะเกณฑ์เราได้ อย่างไรก็ตาม ความเชื่อในชีวิตสมรสที่ผมพูดถึงนี้จะให้ดีต้องมาจากทั้งสองฝ่าย เพราะถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหมดความเชื่อและตัดสินใจเดินจากไป อีกฝ่ายก็คงทำอะไรไม่ได้และชีวิตคู่ก็คงจบลง

โดยสรุป ความเชื่อในชีวิตสมรส จะช่วยลดโอกาสในการเลิกรา แม้ว่าจะมีการทะเลาะเบาะแว้งกันรุนแรง อย่างใด เพียงไรก็ตามครับ

ขอวาดเป็นแผนผังสรุปครับ ความเข้าใจ + ความเชื่อ ทำให้ชีวิตสมรสยืนยาวได้ครับ ขอบคุณครับ

3 Comments

7 เทคนิคส่วนตัวเพื่อประสิทธิภาพการทำงาน ที่สูงกว่า

โลกเราสมัยนี้อะไรมันก็รีบ อะไรมันก็แข่งขันกับเวลา จนบางทีเวลาพักผ่อนก็น้อย รีบๆ ง่วงๆ ยิ่งง่วงก็ยิ่งหงุดหงิดครับ ตัวผมเองต่อสู้กับเรื่องนี้มานาน ถึงปัจจุบันสะสม เทคนิคที่ใช้ *เพิ่ม* เวลาให้กับตัวเองได้พอสมควร เลยเอามาแนะนำ เืผื่อใครสนใจไปทดลองใช้ครับ

  1. ฝึกพิมพ์ดีด
  2. สมัยนี้การทำงานส่วนใหญ่ขึ้นกับคอมพิวเตอร์ครับ ติดต่อสื่อสารก็อีเมล์ ทำเอกสารก็อีเมล์ ทีนี้ลองคิดดูสิครับ ว่าคนทำงานสองคนที่มีความสามารถในการ *พิมพ์* ให้เร็ว ให้ถูกต้อง ต่างกัน ใครจะได้เปรียบครับ สมมติเล่นๆ นะครับ ถ้าเขียนอีเมล์หนึ่งฉบับ คนพิมพ์เร็วทำได้ภายใน 2 นาที คนพิมพ์ช้า 5 นาที ต่างกัน 3 นาที วันหนึ่งพิมพ์ 10 ฉบับ สองคนนี้ใช้เวลาต่างกัน 1/2 ชม. แล้วครับ ปีหนึ่งทำงาน 200 วัน เท่ากับ 100 ชม. หรือ 12.5 วัน (เกือบครึ่งเดือนเลยนะครับ) เมื่อทำงานไป 20 ปี สองคนนี้ใช้เวลาต่างกัน 250 วัน! หรือเท่ากับ 1 ปีกว่าเลยนะครับ แต่ไหนแต่ไรผมจึงแนะนำ(อย่างหนัก) ให้ทีมงานและเพื่อนร่วมงาน ฝึกพิมพ์ดีดให้ได้เร็ว อยู่เสมอ สำหรับคนที่อยากฝึกพิมพ์ดีด จะได้เร็วต้องพิมพ์สัมผัสให้ได้ครับ ซึ่งผมแนะนำให้หัดภาษาอังกฤษก่อนครับ หลังจากพิมพ์สัมผัสอังกฤษได้แล้ว จึงเริ่มหัดภาษาไทยครับ ใช้งานบ่อยๆ จะจำแป้นได้เองครับ แล้วก็เลิกจิ้มๆๆ (ขอท้าครับ จิ้มอย่างไรก็ไม่มีทางเร็วเท่าพิมพ์สัมผัสครับ) ตัวผมเองไม่ได้เป็นเรียนที่ไหนก็หัดเองจนได้เร็วพอตัวเชียวครับ สนใจฝึกพิมพ์ดีด Google คำว่า “ฝึกพิมพ์ดีด” ครับ :-)

  3. ตัดเล็บ
  4. อันนี้เป็นภาคต่อจากเรื่อง การพิมพ์ดีดเร็วครับ ขอแนะนำให้ลองสังเกตครับ ตอนเล็บสั้น ประสิทธิภาพในการพิมพ์จะพุ่งสูงงงง มากครับ ตัวผมเองมีความเพลิดเพลินในการทำงานเอกสาร หรืองานเขียนมากหลังจากตัดเล็บเสร็จใหม่ๆครับ เพราะมันคล่องและเร็วดีครับ จึงขอแนะนำให้หมั่นตัดเล็บให้สั้น คล่องตัวเสมอ ส่วนสุภาพสตรีนี่ผมจนใจครับ ไม่อยากให้แลกกับความสวยเลยครับ อิอิ สุดแท้แต่ิพิจารณานะครับ

  5. ง่วงก็นอน
  6. บางคนบอกชอบทำงานดึกๆ ผมไม่่ขัดครับ จะนอนหัวค่ำ ตื่นมาทำงานตอนเช้า หรือนอนดึกตื่นสาย สมัยนี้คงบังคับกันยาก สไตล์ใครสไตล์มัน แต่เทคนิคผมคือ ถ้าง่วงต้องนอนครับ เพราะเมื่อง่วงแล้วประสิทธิภาพ การคิดจะตกลงมากครับ นอกจากจะทำงานช้าแล้ว โอกาสผิดพลาดก็มีสูงซึ่งต้องเสียเวลามาแก้ไขใหม่อีก หรือบางทีงานที่ทำออกมาขาดความเฉียบแหลมครับ เอาไปเสนอนาย ขายลูกค้า งานไม่ดี บางทีทำไปก็เสียเปล่า น่าเสียดายเวลา (โดยเฉพาะเวลานอนครับ) จึงแนะนำให้ทุกท่านที่ ง่วงแล้ว รีบเข้านอนเลยครับ ตั้งนาฬิกาปลุกไว้ครับ นอนให้เต็มตื่น ตื่นตีสี่ ตีห้า หกโมง มาเคลียร์งานที่คั่งค้าง สมองจะโปร่งกว่ากันเยอะครับ แล้ววันนั้นอาจจะไปแผ่วตอนเย็นๆ ซึ่งก็ไม่เป็นไรครับ เพราะเราส่งงานสำคัญไปได้แล้ว

  7. ออกกำลังกาย 2 ข้าง
  8. สมองคนเรามี 2 ข้างครับ ทำงานต่างกัน ด้านซ้าย เกี่ยวกับความสามารถด้านภาษา การคำนวณ ตรรกะ ชนิดต่างๆ ด้านขวา เป็นเรื่องความคิดสร้างสรรค์ พลิกแพลง ศิลปะต่างๆ ผู้รู้หลายท่านได้แนะนำให้เราพยายามดึงเอาความสามารถ จากสมองอีกข้างมาลองใช้ เปิดให้เห็นทักษะใหม่ๆ บ้าง ทำให้เกิดความแปลกใหม่เพิ่มศักยภาพให้ตัวเองครับ หนึ่งในวิธีการที่ใช้ในการฝึกความสามารถอีกด้าน คือการใช้ร่างกายอีกข้างที่ไม่ถนัดให้มากขึ้น เช่นคนส่วนใหญ่ถนัดขวา ถ้าอยากเพิ่มความใหม่ให้กับตัวเอง ก็แนะนำให้ลองฝึกใช้มือซ้าย ขาซ้ายดูบ้างครับ โดยส่วนตัวผมสนใจเรื่องนี้จึงหันมาออกกำลังกายที่ไม่เน้นร่างกายข้างใดข้างหนึ่งครับ เช่น การวิ่ง ว่ายน้ำ กายบริหารที่มีท่าสองข้างพอๆ กันครับ นอกจากเรื่องสมองแล้ว การออกกำลังกายยังช่วยป้องกันโรคภัยได้้อย่างเยี่ยมยอดครับ อย่าลืมนะครับ เมื่อไรไม่สบายประสิทธิภาพการทำงานเราจะหายจ้อยไปเลยครับ เพราะฉะนั้น ไม่ป่วยไว้ก่อนได้เปรียบครับ

  9. ไดร์แรงๆ
  10. อันนี้อาจจะแปลกนิดนึงครับ แต่ผมสังเกตว่า การเป่าผมให้แห้งตอนเช้าก่อนไปทำงานนี่มันเป็นกิจกรรมที่เสียเวลามากครับ และเราไม่สามารถทำอะไรได้มากระหว่างเป่าผมเสียด้วย โดยส่วนตัวจึงชอบเป่าผมด้วยไดร์เป่าผมที่มีกำลังสูงๆครับ แรงๆ เป่าแล้วแห้งเร็ว คล้ายๆ เรื่องพิมพ์ดีดครับ สมมติวันหนึ่งเราเสียเวลาเป่าผม 3 นาที เทียบกับ 8 นาทีก็ต่างกัน 5 นาทีแล้ว 365 วัน = 1,825 นาที หรือ 30 ชม. หรือวันกว่าๆ เลยนะครับ!!! หรือถ้าคิดเวลาเวลาทำงาน เท่ากับเกือบ 4 วันทำงานแน่ะครับ อย่าเสียเวลาเลย แนะนำให้ใช้ไดร์ที่มีกำลัง 2000 Watts แบบที่ร้านทำผมใช้กันครับครับ หรืออย่างน้อย 1600 Watts ก็ยังได้อยู่ครับ

  11. นั่ง taxi
  12. เทคนิคนี้ มีหลายคนที่ใช้ รวมถึงคุณ @pawoot เพื่อนผมด้วยครับ ถือว่าเป็นเทพแห่งเวลาเลยครับ สมัยนี้เราสามารถทำงานได้โดยใช้ laptop และอุปกรณ์สื่อสารชนิดต่างๆ ระหว่างอยู่บน taxi ครับ อ่านเมล์ พิมพ์เมล์ทิ้งไว้ หรือแม้แต่การต่อ Internet ผ่านทาง mobile device ต่างๆ เพื่อทำงานครับ สุดยอดจริงๆ กรุงเทพเป็นเมืองรถติดใครๆ ก็ทราบดี จึงไม่ควรเสียเวลานั่งหงิกง่อยอยู่บนถนน โดยไม่ได้ทำอะไรครับ นอกจากขาดโอกาสในการทำงานแล้ว ยังพาลให้อารมณ์เสียหงุดหงิด อีกด้วยครับ ลองคิดเล่นๆ ถ้าวันหนึ่งเดินทางบนถนน 2 ชม. นั่นมันเท่ากับ 1/4 ของเวลางานเลยนะครับ หรืออีกนัยหนึ่ง ถ้าทำงานบน Taxi ได้ 2 ชม. ต่อวัน เท่ากับเพิ่มเวลาการทำงานขึ้นอีก 25% เลยครับ ปีหนึ่งเท่ากับ 400 ชม. หรือ 50 วันทำงาน พระเจ้า!!! … การนั่ง taxi นอกจากจะได้เวลาเพิ่มแล้ว ยังทำให้ lifestyle เปลี่ยนได้ด้วยครับ เช่น ปรกติขับรถเอง ต้องตื่น ตี 5 ครึ่ง เพื่อออกจากบ้าน 6 โมง เสียเวลาขับรถ 1 ชม. แต่ถ้านั่ง taxi ก็ชิลๆ ตอนเช้า ออกสัก 7 โมงไปอยู่บนถนน 1.30 ชม. ก็ไม่เป็นไร เพราะมันคือ 1.30 ชม. ที่เราสามารถใช้เวลานั้นให้เป็นประโยชน์ได้ครับ ส่วนใครที่บอกว่า ค่า taxi แพง เปลืองตังค์ อันนี้ลองพิจารณาดูครับ ผมว่าเป็นการลงทุนซื้อเวลาอย่างหนึ่งที่ราคาไม่เลวเลย นอกจากนั้นยังเป็นการกระจายรายได้ อุดหนุนเพื่อนพี่น้องในสังคมด้วยครับ

  13. จอใหญ่
  14. สุดท้าย อันนี้ เป็นเรื่องที่โต๊ะทำงานอีกแล้วครับ นอกจากพิมพ์เร็ว แล้ว พื้นที่หน้าจอก็มีส่วนครับ หน้าจอใหญ่ มีข้อดีคืออ่านง่าย ถนอมสายตา ลดความเครียด และความเมื่อยล้าเพราะเราไม่ต้องเพ่งจนเกินเหตุครับ พอมีความผ่อนคลายแล้วสมองจะปลอดโปร่งเอาไปคิด ทำงานได้ครับ พื้นที่ทำงานเพิ่ม ทำให้สามารถ ทำงานที่ต้องเปิดสองหน้าต่างเทียบกันได้ไม่ต้องคลิกไปมา เร็วขึ้นอีกครับ หรือถ้าใครทำงาน Excel ก็มองหลายๆ แถว ได้ทำงานเห็นภาพรวมทำงานได้ละเอียดถี่ถ้วนขึ้นครับ การมีืพื้นที่เยอะๆ ยังทำให้เรามีอิสระในการคิด แตกกระจาย นำพาไปสู่ความคิดสร้างสรรค์ได้อีกด้วยครับ อย่างไรก็ตามการเลือก monitor นอกจากดูคุณภาพจอแล้ว ต้องดูสายไฟให้เสียบได้สนิทด้วยนะครับ ไม่งั้นอาจมีปัญหาเหมือนเครื่องที่บ้านผมครับ จอดับ บ่อยมากๆครับ อิอิ

ก็พอสมควรนะครับ นึกออก 7 ข้อที่คิดว่าดีที่สุดในตอนนี้ ส่วนใครมีเทคนิคส่วนตัวที่ใช้ก็แลกเปลี่ยนเรียนรู้กันบ้างนะครับผม ทั้งนี้เพื่อความสามารถในการ *เพิ่ม*เวลา และช่วยลดความเครียดอันเกิดจากความรีบเร่งในชีวิตประจำวันครับ :-)

, , , , , , , , ,

1 Comment

#ignitebkk ครั้งแรกของผม : ทำงานแบบนักฟุตบอลอาชีพ

ทันทีที่ได้ทราบเรื่องงาน Ignite Bangkok ต่อมการแบ่งปันของผมก็ถูกเขี่ยให้ทำงานอย่างหนัก ผมตัดสินใจเลือกอยู่ระหว่างสองสามหัวข้อ แต่หลังจากได้นั่งอ่านรายละเอียดงานเพิ่มเติมใน http://ignite.kapook.com/ และได้โทรปรึกษาพี่เอ๋อ @iwhale แล้ว ก็ตัดสินใจครับ ว่า …

งานนี้ … เอาของเก่ามาขาย (คุณ กัง @gungg) จับได้ แม้จะไม่ได้ไปฟังที่ TCDC ด้วยตัวเอง

แม้ปรกติในงานที่ทำจะต้องนำเสนองานอยู่แล้วบ่อยๆ แต่ครั้งนี้มันกดดันกว่าตรงเจ้า 15 วินาทีต่อ slide นี่แหล่ะครับ (ปรกติ speed ของผมคือ 60 วินาทีต่อ slide) ก่อนถึงวันลงสนามเลยต้องซ้อมกันหน่อย แต่อย่างที่พี่เอ๋อว่า เวลาน้อย ก็ซ้อมได้หลายรอบ ซึ่งก็จริงครับ ยิ่งซ้อมยิ่งมันส์

อย่างไรก็ตาม … เมื่อลงสนามจริง ก็มีตื่นเต้น จะหลุดเฟรมกันไปบ้างครับ ลองดูกันนะครับ :-)

ต้องขอบคุณพี่เอ๋อ และทีมงาน ignite ทุกท่าน ทั้งพี่เอ๋อ @iwhale คุณโอ๋ @osara @oaddybeing @dearannie ที่จัดงานดีๆ ให้เรา รวมไปถึงทีมงาน Duocore.tv @hohoteam @nytonkla ที่ช่วยเก็บภาพ การพูดคอเอียงๆ ของผม รวมไปถึง @kengdotcom และ @phongleehae ที่ไปพูดเป็นเพื่อนกันในงานนี้นะครับ ขอบคุณทุกๆท่านสำหรับเสียงปรบมือเป็นกำลังใจ และพิเศษสำหรับความรู้ดีๆ ที่ผมชอบเป็นพิเศษจาก @ripmilla @roofimon @tongkatsu (โหดร้ายมากผมลดน้ำหนักอยู่) และ @thongnet … มีอีกครั้งหน้าจะหาเรื่องที่มีประโยชน์ไปเล่าสู่กันฟังครับ

อ้อ … ส่วนเรื่องที่ว่าเอาของเก่ามาขายนั้น เป็นเพราะผมได้ blog เรื่องนี้ไว้ ตั้งแต่เมื่อ 4 ปีกว่าที่แล้วครับ ลองอ่านดูได้ครับ :-)

ตอน 1 : http://www.siwat.com/?p=471

ตอน 2 : http://www.siwat.com/?p=474




Ignite Bangkok 2010

, , , , , ,

2 Comments

ปัญหา > ทางออก

ทุกปัญหา ย่อมมีทางออก

สถานการณ์ตอนเช้า : จ๊ากกกกก …!!! ตัวยังอยู่ที่งานแต่งงานอยู่เลย แต่ …

  • บ่ายมี 3 ประชุม บ่าย 2-3, 3-4, 4-5
  • มีสอน 6 โมง ทำ slide เตรียมสอนแล้วแต่ไม่มีเวลาเรียบเรียง
  • และที่ำสำคัญ รถเสีย!
  • และยังมีงานยังไม่ได้ทำอีกมาก T_T

ทางออก

  • ประิเมินแล้วทำทุกอย่างไม่ทันแน่ ต้องเลือก! เริ่มจากโทร cancel ประชุมตอนบ่าย 2-3 ให้เหลือ เวลาไว้หายใจหายคอ
  • เลื่อน class เป็น 18.30 น.
  • แอบปลีกจากงานแต่ง มาโทรเคลียร์งานต่างๆ ส่ง เมล์ำสำคัญไปได้ 2 เมล์
  • กินข้าวเที่ยงสบายๆ จิบไวน์หนึ่งแ้ก้วฉลองงานมงคล
  • กลับมาใช้เวลาบ่าย 2-3 เคลียร์งานกับน้องๆ ฝากงานไว้
  • 3-4 ประชุมตามกำหนด บอกทุกคนว่าต้องออกตรงเวลา และก็ออกตรงเวลาแม้ประชุมยังไม่จบ
  • 4-5 ประชุมตาำมกำหนด บอกทุกคนว่าต้องออกตรงเวลา และก็ออกตรงเวลาแม้ประชุมยังไม่จบ
  • รถเสียสิดี เพราะไม่ต้องเสียเวลาขับรถไปกลับรถเพื่อขึ้นทางด่วน (ใช้เวลา 30 – 60 นาที)
  • ทดแทนเวลาขับรถไปขึ้นทางด่วนด้วยการ วิ่ง! จากห้องประชุมไปตีนทางด่วน ใช้เวลา 5 นาที
  • ที่ตีนทางด่วน มี taxi รออยู่แล้ว หนึ่งคัน โทรจองไว้ล่วงหน้า ที่ โทร. 1661 ไปถึงขึ้นรถปุ๊บ ขึ้นทางด่วนปั๊บ
  • เรียบเรียง slide ที่ต้องสอนระหว่างอยู่บน taxi ถ้าขับรถเองไม่มีสิทธิ์ทำงี้แน่
  • สุดท้ายไปถึง มหาลัย 17.30 ก่อนเวลาที่นัด 1 ชม. ไปนั่งกินข้าวก่อน … ฮา
  • มาสอนตรงเวลา เพิ่มเนื้อหาได้อีกนิดหน่อย เยี่ยมไปเร้ย …

, , ,

2 Comments

Siwat’s Saturday morning

Walking out in soi to eat egg noodles and Patongo is my favorite activity every Saturday morning. It’s a true happiness smiling at your village’s friends (eventhough I don’t know them personally), the shop owners, watching all the dogs in the calming morning, and most of the times those kids running in the playground.

It’s a part of my simple ideas to live happily.

How do I experience? Check out the video below.

More details in Thai posted in my old Live Spaces

http://siwatc.spaces.live.com/blog/cns!FAF44BBAB4921FFF!134.entry

http://siwatc.spaces.live.com/blog/cns!FAF44BBAB4921FFF!1321.entry

, , ,

1 Comment

ความสุขเล็กๆ น้อยๆ (revisited)

ย้อนไปเมื่อพฤหัสก่อน ฝนตก รถติด นั่งอยู่บน Taxi เหลือเวลาอีก 15 นาทีจะประชุมแล้ว จะทำยังไงดีละเหวย … สุดท้ายก็ลงเดิน เหลือ 5 นาที ขึ้นสะพานลอย ขึ้นลิฟต์ เข้าห้องประชุม … ไม่!!! แวะซื้อ ไก่ป๊อปซี๊ดก่อน ก็อยากกินนะ

 

พูดแล้วจะหาว่าโฆษณา ตั้งแต่ทำเจ้าแคมเปญไก่ป๊อปมานี่ บริโภครวมไปทั้งสิ้น 7 กล่องแล้ว … จากที่ซื้อทีละกล่อง ช่วงหลัง ซื้อครั้งละ 2 กล่อง ใจจริง อยากจะให้มันกลายเป็นเมนูถาวรไปเลย … ก็มันเล่นรวมเอาสองอย่างที่ชอบกินเข้าไว้ด้วยกัน หนึ่งคือไก่ป๊อป และสองคือรสชาติเผ็ด แบบวิงซ์แซ่บ เรียกว่าไม่อยากให้ถอดจากเมนูเลย ให้มันมีขายยังงี้ตลอดไปได้มะ … แล้วก็เลยนึกได้ว่า นอกจากความอร่อยตามที่ชอบแล้ว เจ้าไก่ที่ว่า ถูกนับเป็นหนึ่งในความสุข จำพวก ความสุขเล็กๆน้อยๆ ไปเรียบร้อยซะแล้ว

 

Link นี้ คือครั้งแรกที่เขียนเรื่องความสุขเล็กๆ น้อยๆ (เป็น post แรกใน space นี้เลยนะ)

http://siwatc.spaces.live.com/blog/cns!FAF44BBAB4921FFF!134.entry

 

คืนนี้ก็เลยได้ฤกษ์ revisit เจ้าความสุขเล็กๆน้อยๆ อย่างที่ว่ากันอีกสักครั้ง

 

เรายังมีความสุขกับการกินหมีเกี๊ยวในซอยทุกเช้าเหมือนเดิม (รวมทั้งเช้านี้ด้วย) เพราะเปิดโอกาสให้เราได้สัมผัสความ “บ้านๆ” ในชุมชนบ้านเรา วันนี้นั่งกินอยู่ มีป้าสองคนเดินออกมา ตะโกนเรียกมอเตอร์ไซค์สองคัน พี่ๆที่วิน ตะโกนสวนไปว่า “มีรถอยู่สามคัน ให้ไปหมดเลยมั้ยล่ะป้า” … แล้วก็โดนป้าแกด่าสวนมาเข้าให้ เสร็จแล้วทั้งวินทั้งป้าก็หัวเราะ …. ภาพแบบนี้แหล่ะ ความสุขเล็กๆน้อยๆ ของเรา

 

เมื่อวานไปโลตัส เจอเจ้า Captiva จอดโชว์อยู่ เดินไปลูบๆคลำๆ แล้วก็เกิด imagination ไอ่รถแบบตรวจการณ์เนี่ย เคยไปลองนั่งตามโชว์รูม นั่งทีไร เคลิ้มทุกที นึกถึงถ้าได้ขี่คงโก้พิลึก … (ระหว่างตัวอักษรนี้กับตัวก่อนหน้า ห่างกัน 5 นาที เพราะมัวไป download catalog จากเว็บ Chevrolet อยู่) …  เสร็จแล้วเราก็กลับมานั่งอมยิ้มเวลานึกถึงรถ นี่แหล่ะความสุขเล็กๆน้อยๆ … แม้จะไม่ได้ซื้อ … ตอน Mazda 3 ก็เป็นงี้ทีแล้วล่ะ

 

ซื้อไก่ย่าง + เครื่องในมาให้กิมจิกิน … ใช่ ความสุขเล็กๆน้อยๆ

 

ร้องเพลงในรถ … ตอนนี้เหมือนจะกลายสภาพจากความสุขๆเล็กๆน้อยๆ มาเป็นความสุขแบบ routine + ความต้องการเอาชนะตัวเอง … ชักจะแยกไม่ออกแล้ว ว่าตอนนี้ทุกวันอาทิตย์ เราไปเรียนร้องเพลง หรือไปเล่นกีฬากันแน่?

 

เอาเถอะ ไม่ว่าจะเป็นแบบไหนก็แล้วแต่ การร้องเพลงก็กลายเป็นความสุขแบบกำหนดได้เองสะแล้ว

ไม่แน่นะ เราอาจจะอายุยืนขึ้นเพราะการร้องเพลง แม้ว่าเราจะกิน Mc วันละสองมื้อก็เถอะ (อีกมื้อกิน เบอร์เกอร์คิง!!!)

,

No Comments

ทำงานแบบนักฟุตบอลอาชีพ (2)

ครั้งที่แล้วผมเล่าถึงองค์ประกอบต่างๆ ที่เกี่ยวกับนักฟุตบอลมืออาชีพไปแล้วนะครับ

 

คราวนี้เราลองมา “ลงสนาม” กันเลยครับ …

 

บางทีมลงสนามมาก็บุกครับ บุกไปเพื่ออะไรครับ บุกไปเพื่อทำประตู เพื่อยิงประตู เพื่อชัยชนะเหมือนกับการทำงานที่เราต้องการความสำเร็จ เคยได้ยินคำว่า “Hit the goal” มั้ยครับ มันแปลได้กลายๆ ว่า “เข้าเป้า” “เข้าประตู” หรือ “บรรลุเป้า” อะไรประมาณนั้น

 

ถามว่าใครบ้างครับ ที่ต้องบุก มันก็ทั้งทีมแหละครับ ตั้งแต่ประตูส่งให้กองหลัง หลังผ่านมากลาง กลางหาช่องจ่าย หน้าเข้าฮอต เป็นประตู เพราะฉะนั้นการจะทำงานให้บรรลุเป้าจึงต้องอาศัยทีมงานทั้งทีมช่วยกันไงครับ ฝ่ายการตลาดจ่าย ฝ่ายขายยิง เป็นประตู ๆๆๆๆ

 

เคยดูบอลบางนัดมั้ยครับ บางทีมบุกเป็นว่าเล่น ยิงเอายิงเอา แต่มันไม่เป็นประตูเสียที ยิงเท่าไรก็ไม่เข้า ออกบ้าง โดนเซฟบ้าง หลายครั้งมันเหนื่อยนะครับ ไอ่การบุกทำประตูเนี่ย ก็เหมือนกับงานแหละครับ ทำงานกันแทบตาย ทำงานหนัก เหนื่อยสารพัด ทุ่มเทก็แล้ว ก็ไม่บรรลุผลสำเร็จ … เกิดขึ้นได้มั้ยครับ เกิดขึ้นได้แน่นอนครับ

 

คำถามครับ! จะแก้ไขอย่างไรครับ ถ้าบุกเท่าไรก็ยิงไม่ได้

 

ประการแรกเลย มันขึ้นกับพรสวรรค์ของนักเตะครับ ใช่ครับ คนทำงานเรา ก็ต้องมีทักษะ ความสามารถมากพอ ไหนจะความคิดสร้างสรรค์อีกล่ะ เลี้ยงไปตรงๆไม่ผ่าน ก็ทำชิ่งกันบ้าง

 

บางทีมบุกแล้วยิงไม่ได้ก็ปรับแผนครับ เอาล่ะเจาะตามช่องไม่ได้ ต้องเปลี่ยนมาโยนยาว อันนี้หน้าที่ใครครับ หน้าที่ ผจก. หรือ ผู้บริหารนั่นเองครับ ผู้บริหารจะปรับแผน เพราะเขาเห็นทีมทั้งทีมบุกแล้วบุกอีกแต่ยิงไม่ได้ เขาจึงปรับ

 

บางครั้งถามนักเตะ นักเตะก็ไม่รู้เหมือนกันครับ ว่าทำไมถึงยิงไม่ได้ เพราะตัวเรามันวิ่งอยู่ในสนามไงครับ ไล่บอลอยู่ ไล่สกัดอยู่ เหนื่อยแฮ่กๆ อยู่ เวลาเราอยู่ในสนามเราเห็นหมดรอบด้านมั้ยครับ ว่าเพื่อนเราใครวิ่งทางไหน คู่แข่งตั้งรับอย่างไร เราเห็นไม่หมดครับ บางคนเรียกว่า เราไม่เห็นภาพรวมไงครับ …นักเตะต้องเชื่อใจ ผจก. พอสมควรครับ เพราะเราแบ่งหน้าที่กันแล้วนี่ คุณเตะ ผมนั่งดู และผมแก้ไข คุณช่วยกันทำตาม ถามว่าทำไมต้องเชื่อใจกัน คิดง่ายๆ ทื่อๆ อ้าว … ก็

ผจก.เชื่อใจนักเตะทุกคนโดยการเลือกลงสนามเป็น 11 ตัวจริง แล้วไงครับ

 

ช้าก่อนครับ! ผจก.แก้เกมส์แล้วยิงได้เลยมั้ยครับ ไม่แน่ ไม่แน่ … มันยังขึ้นอยู่กับสิ่งต่างๆ อีกมากมายครับ เท้าของคุณที่สัมผัสบอล ไม่ใช่เท้า ผจก. หัวคุณที่โหม่ง พลังของทีมที่ช่วยกันเล่นตามแผนที่ปรับใหม่ เท่านั้นยังไม่พอครับ ใจอีกล่ะ ใจของนักเตะ บุกเท่าไร ยิงไม่เข้า มันก็อาจคิดท้อได้บ้าง จริงมั้ยครับ … แต่ …นักเตะอาชีพไม่ท้อง่ายๆ นะครับ คุณเตะบอลในซอยแถวบ้าน บุกๆ ยิงไม่เข้าคุณอาจเซ็ง เลิกเล่นไปหาเป๊ปซี่ดูด แต่ถ้าคุณลงสนามในนัดชิงฟุตบอลโลก คุณจะท้อง่ายๆหรือครับ? 

 

ยังครับ … มันไม่ใช่แค่แผน ไม่ใช่แค่ร่างกาย ไม่ใช่แค่พลังของทีม ไม่ใช่แค่จิตใจ … มันยังมีอีกครับ

.

.

.

คู่แข่ง!!!

 

บุกให้ตายโหงตายห่า เสียวแล้วเสียวอีก ยิงไปไม่รู้เท่าไร ประตูข้างนั้นมันผีเข้า เซฟได้หมดทุกกระบวนท่ามันก็ไม่เป็นประตูครับ

 

หรือลองวิเคราะห์ให้ดี เราเล่นเต็มที่ คิดว่าดีทุกอย่าง แต่ยิงไม่เข้า ซ้ำร้ายยังโดนสวน เสียประตูอีก ที่มันเป็นเช่นนี้ เพราะเรามีคู่แข่งครับ และเรากำลังบุกไปเข้าทางคู่แข่งที่ชอบสวน! ในการทำงาน ทำธุรกิจก็เหมือนกัน มันไม่ได้ขึ้นกับ เรา และทีมของเรา หรือบริษัทของเราอย่างเดียว มันขึ้นกับคู่แข่งด้วย ทุกๆหน่วยงานจึงต้องวิเคราะห์ประเมินคู่แข่ง บางครั้งเราก็เป็นผู้ตามในตลาด เหมือนทีมดิวิชั่น 2 จะตะบี้ตะบันบุกจ่าฝูงพรีเมียร์ลีกได้มั้ยครับ มีหวังโดนยิงไส้แตกพอดี แต่ถ้าเราเหนือกว่ามาเล่นอ้อยอิ่ง ติด act มัวชะล่าใจก็ไม่ดีเหมือนกันเผลอๆ แป๊บเดียวมันยิงไกลตูมม … ซวยนะครับ ดังนั้นจึงต้องระวังครับ คู่แข่งเนี่ย ตัวดี

 

สมมติเราเหนือกว่าคู่แข่งแล้วครับ เราจะยิงประตูได้มั้ยครับ?

 

ไม่แน่อีกแล้วครับท่าน … ยังมีเรื่องลมฟ้าอากาศ สภาพสนาม ล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยที่แม้แต่นักเตะระดับพระกาฬ หรือ ผจก. ระดับเซียน ก็ยังควบคุมไม่ได้ หรือกรรมการ!!! ท่านจะเป่าข้างไหน ไม่ได้ขึ้นกับเรานะครับ อย่างไรก็ตาม ปัจจัยภายนอกเหล่านี้ก็พอจะวิเคราะห์ ประเมินกันได้อีกนั่นแหละ ก่อนลงสนามก็ศึกษาสภาพสนามเสียหน่อย ฟังรายงานพยากรณ์สักนิด พวกนี้ส่วนใหญ่ ผจก. จะต้องรู้ให้มากครับ ว่าจะพานักเตะไปลงสนามประเภทไหน

 

ยังครับ ยังไม่หมด มันเหลือเรื่องสุดท้ายที่ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ต้องยอมรับมันครับ

มันเหนืออะไรทั้งหมดในโลกนี้ครับ มันคือ

 

 … ด ว ง …

 

ทำดีทุกอย่างครับ ทีมที่ดีที่สุด ร้อยใจเดียวกัน ช่วยกันบุก ฝั่งโน้นโดนไล่ออกเหลือ 10 คน เราเปลี่ยนกองหน้าลงไปครบแล้ว 5 คน แถมเล่นในบ้าน ไม่มีฝน ไม่มีโคลน คู่แข่งก็งั้นๆแต่ยิง ชนเสา ชนคาน ชนกรรมการ โอว้แม่เจ้า เกิดขึ้นได้ทั้งนั้นครับ

 

สุดท้ายเราอาจยิงไม่ได้ และเป็นฝ่ายพ่ายแพ้เพราะ … ดวง … มันเกิดขึ้นได้ครับ อยากฝากนักเตะอาชีพทุกคนจงทำใจครับ เราพยายามทำทุกสิ่งทุกอย่างเท่าที่เรากำหนดได้ และทำดีที่สุดเท่าที่จะทำได้แต่สุดท้าย บอลลูกกลมๆ ครับ อะไรก็ไม่แน่นอน

 

แต่อย่าลืมสิครับ ว่าแฟนฟุตบอล สื่อมวลชน ผจก.ทีม และทุกๆคน จะเข้าใจพวกท่านเป็นอย่างดี ว่าในฐานะนักเตะอาชีพ ท่านได้ทุ่มเทหมดทุกสิ่งทุกอย่าง ด้วยใจและสปิริตแล้ว แฟนบอลได้เห็นทีมที่เขารักบดขยี้คู่แข่งทางทีวี เหนือกว่าทุกกระบวนท่า เพียงแต่ทำประตูไม่ได้ และต้องตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ แต่แฟนบอลก็ยังรัก ศรัทธา และเชื่อในตัวท่าน เชื่อในทีมของท่าน(และของเขา)

 

เพราะเขารู้ครับ ว่าฟุตบอลมันไม่ได้วัดกันนัดเดียว ถึงคราวดวงตก เล่นดีขนาดนี้ แพ้ไปนัดเดียว เดี๋ยวอีก 10 นัดหน้ามันก็กลับมายิงกระจาย … แฟนบอลเค้าเชื่อกันอย่างงั้นจริงๆ นะ …

 

แฟนบอลเชื่ออย่างนี้แล้ว … นักฟุตบอลมืออาชีพล่ะ … จะว่าไง?

, , ,

1 Comment

ทำงานแบบนักฟุตบอลอาชีพ (1)

ทำงานมา 10 ปี เจอคนทำงานหลายแบบหลายสไตล์ หลายคนบอก เราต้องเป็นมืออาชีพ

ดูบอลมา 20 ปี ได้เห็นซูเปอร์สตาร์มากมาย เขาเหล่านั้นต่างเป็นนักฟุตบอลมืออาชีพ

 

ผมสังเกตเห็นความเหมือนในสองสิ่งนี้ เมื่อเดือน ก.พ. 48 ที่ผ่านมานี้เอง

เคยเขียนเป็นบทความไว้ครึ่งหนึ่ง แต่ก็หยุดพักไป

สุดสัปดาห์นี้พอมีเวลา จึงขอเอาไปขยายให้ได้ลองอ่านกันครับ …

 

เริ่มต้น

เริ่มจากทำงานวันแรก จบมาสดๆ ไม่มีประสบการณ์ มันเหมือนได้รับเลือกเข้าทีมชุดใหญ่ หรือถ้าย้ายจากที่ทำงาน

ที่เก่ามาที่ใหม่ ก็เหมือนเพิ่งเซ็นสัญญาย้ายตัวเข้ามา มีคนจ้างเรา ก็แปลว่าเขาเอาเรา มันก็เออ เหมือนเราเป็นนักบอลมีค่าตัว มีคนเห็นฝีเท้าเราใช่ไหมครับ เขาถึงจ้าง เขาถึงซื้อตัวเราเข้ามา … ใช่ครับ เขาเห็นค่าเรา เราจึงได้เข้ามา ไม่มีสโมสรไหนซื้อตัวนักบอล ที่ไม่ต้องการเข้ามาร่วมทีมหรอกครับ

 

เซ็นสัญญาเข้าสังกัดใหม่ปุ๊บ นักบอลมืออาชีพเค้าว่ายังไงครับ

“ผมจะทำเต็มที่เพื่อสโมสร และเพื่อแฟนบอลของเรา”

“ลิเวอร์พูล คือสโมสรชั้นนำของยุโรป ผมมาที่นี่เพื่อความสำเร็จ”

 

ฝ่ายผู้จัดการทีมล่ะครับ

“เคร้าช์คือกองหน้าชั้นยอด เขามาที่นี่เพื่อยิงประตู”

 

ทีม

เมื่อเรามาเริ่มงาน มันมีคนทำงานอยู่ก่อนเราแล้ว เขาก็รู้จักมักคุ้นกันดี ทำงานร่วมกันเป็นทีมเดียวกันมาก่อน มีระบบการเล่นในแบบของเขา แบบที่เขาซ้อมกันมาก่อนหน้า เมื่อเข้ามาใหม่ เริ่มแรกที่ควรทำคงหนีไม่พ้น ปรับตัวให้เข้ากับเขา เขามีระบบอย่างไรก็ศึกษา ก็ฟัง มีอะไรสงสัยก็ถามเพื่อนร่วมงาน (ร่วมทีม) ไปเรื่อย อาศัยเวลาทำความรู้จักมักคุ้น ในแต่ละวันที่มาทำงานก็เหมือนเรามาซ้อมทีมด้วยกัน แต่ละวันที่ซ้อมก็จะได้ซึมซับระบบการเล่นของทีมเข้าไปเรื่อยไม่นานก็เริ่มเข้าขากันได้

 

เคยเห็นซูเปอร์สตาร์บางคนไหมครับ ย้ายมาค่าตัวแพงระยับ ก่อนย้ายมายิงประตูระเบิดเถิดเทิง แต่พอเข้ามาทีมใหม่ กลับแป้กเสียเฉยๆ เพราะเล่นไม่เข้าระบบ เขาไม่ได้ไม่เก่งนะครับ แต่เขาเข้ากับทีมไม่ได้

สุดท้ายก็ต้องจมปลักอยู่กับเก้าอี้ตัวสำรองอย่างไม่ต้องสงสัยครับ 

 

ระบบการเล่น

แต่ก็ไม่ใช่ว่าเราไม่มีสิทธิ์เลือกนะครับ ระบบทีมกับระบบงานก็คล้ายกัน แต่ละทีมเล่นต่างกันไป บางทีมเล่น 4-4-2 บางทีมเล่น 5-3-2 อยากจะไปเล่นกับทีมไหนคงต้องดูกันมาให้ดีก่อนจะย้ายมาร่วมทีม ว่าเออ ย้ายมาแล้วมันมีตำแหน่งให้เราเล่นนะ คุยกับผู้จัดการทีมใหม่นี้แล้วว่า เออ ผมย้ายมาแล้วผมจะได้เล่นแบบนี้นะครับ ขอเป็นตัวฟรี หรือขอยิงอย่างเดียว  หรือผมเล่นยังไงก็ได้ตามพี่สั่ง อันนี้มันเคลียร์กันมาก่อนแล้วใช่มั้ยครับ นี่แหละ Job Description เพราะฉะนั้นก่อนจะย้ายไปสังกัดทีมไหน ทำงานที่ไหนอย่าลืมเลือกงานให้ตรงกับที่อยากทำ และถนัด อย่าลืมถ้าคุณเป็นมิดฟิลด์ตัวรับที่แข็งแกร่ง สกัดแย่งบอลไม่มีหลุด แล้วมีสโมสรใหม่มาติดต่อซื้อตัว ให้ค่าเหนื่อยแพงลิบลิ่วแต่ให้ไปเล่นเป็นตัวรุกทำหน้าที่จ่ายบอล อย่าลืมดูตัวเองนะครับ มันสำคัญมากว่าคุณจะเล่นตำแหน่งใหม่ได้หรือเปล่า 

และมันก็สำคัญพอๆกันว่าคุณอยากจะเล่นตำแหน่งนั้นหรือเปล่า

 

เพื่อนร่วมทีม

หลังจากคุณเริ่มปรับตัว รู้จักกับเพื่อนร่วมทีมแต่ละคนแล้ว คุณจะเริ่มมองเห็นว่าเพื่อนแต่ละคนเป็นอย่างไร ใครชอบปล่อยโจ๊กในห้องแต่งตัว ใครถือเคล็ดต้องใส่ถุงเท้าข้างขวาก่อน ถ้าเป็นทีมเดียวกันจริง คุณจะเริ่มสังเกตเรื่องเหล่านี้ และเริ่มสนิทสนมกับเพื่อนร่วมทีมมากขึ้นเรื่อยๆ นอกจากสังเกตคนอื่นแล้ว ถ้าเราถือเคล็ดต้องเดินลงสนามเป็นคนที่สองทุกแมตช์ เราก็คงต้องเปิดโอกาสให้เพื่อนร่วมทีมรู้เรื่องของเราบ้าง ใช่ไหมครับ เขาจะได้ไม่เดินตัดหน้าเราลงสนามไงครับ

 

เล่นให้เข้าขา

ที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าความสนิทสนมในเรื่องส่วนตัว หรือการถือเคล็ดโชคลาง นั่นก็คือการเข้าใจตำแหน่งของเพื่อนแต่ละคน ไปพร้อมๆกับระบบของทีม สมมตินะครับสมมติ เปรียบฝ่ายการตลาดเป็นมิดฟิลด์ตัวมันสมองรับหน้าที่จ่ายบอลให้กองหน้าทำประตู ก่อนอื่นต้องรู้ก่อนเลยนะครับ ใครเล่นตำแหน่งกองหน้าบ้าง ฝ่ายขายใช่หรือไม่ โอเคล่ะสมมติใช่ เราก็ต้องจำไว้ว่าหน้าที่เรา ที่เขาซื้อตัวเรามา ที่เรามาซ้อมด้วยกันทุกวัน คือจ่ายบอลให้กองหน้าทำประตู มีหน้าที่จ่ายก็จ่ายไปสิครับ บางนัดกองหน้าฟอร์มฮอตยิงเป็นว่าเล่น ก็น่าดีใจ บางนัดมันตีนบอดจ่ายไปกี่ลูกก็ยิงนกตกปลาหมด ก็ต้องยอมรับ คนเรามีขึ้นมีลงกันได้ อย่าไปว่ากันมาก ไม่แน่บางวันเราจ่ายบอลพลาดเยอะ หรือโยนฟรีคิกไม่เข้าเป้าเลย เขาก็ยอมรับเราเหมือนกัน ก็มันทีมเดียวกันนี่ครับ บางครั้งอาจมีโวยกันบ้าง แต่ก็ไม่โกรธกัน จริงไหมครับ

 

นอกจากรู้แล้วว่าใครเป็นกองหน้า มิดฟิลด์มันสมองที่ดีจะรู้ลึกกว่านี้อีกครับ กองหน้าคนไหนถนัดเท้าไหน หรือถนัดโหม่ง จ่ายบอลให้ถูกลักษณะ เขาก็ทำประตูได้ง่าย ในทางกลับกันเขาก็รู้เราว่าเราชอบจ่ายบอลช่องไหน จังหวะไหน เขาก็วิ่งไปหาตำแหน่งที่ว่าง หาช่องได้ถูก ยิงประตูกันเป็นว่าเล่น เล่นเข้าขา แบบนี้ก็เหมือนคนทำงานที่รู้ใจกันนั่นแหละครับ

แล้วเราจะเข้าขากันมากๆ ได้อย่างไรล่ะครับ ก็ซ้อมไงครับ และการเล่นตามระบบไงครับ ระบบจะเป็นตัวบอกเองว่าใครทำอะไร หน้าที่ไหน

 

เล่นเหนือระบบ

มีคนถามว่า อ้าว แล้ว ขอเล่นนอกเหนือระบบบ้างได้มั้ยล่ะ บางครั้งในสนามก็ต้องมีลูกเหนือความคาดหมายกันบ้าง มิดฟิลด์อย่างเรามีจังหวะขอลากเข้าไปยิงเองไม่ได้เหรอ … ถ้าไปถามนักบอลอาชีพ เขาก็ตอบ …ได้สิน้อง ระบบการเล่นที่ดีเขาไม่ตีกรอบคุณขนาดนั้นหรอก “เฮ้ย เป็นมิดฟิลด์ ห้ามยิงนะ จ่ายได้อย่างเดียว” ทีมไหนเล่นแบบนี้มีหวังพังครับ ในทำนองกลับกันนักเตะที่เล่นได้มากกว่าหน้าที่หลักของตัวเองจะมีสเน่ห์ (อย่างแรง) ด้วยซ้ำไป ลองมอง จอห์น เทอร์รี่ สิครับ เล่นได้เหนียวแน่น ไม่ผิดพลาด แล้วนานๆ ทียังขึ้นไปโหม่งทำประตูได้อีกตะหาก แบบนี้โค้ช เพื่อนร่วมทีมรักตายจริงมั้ยครับ

 

แต่ก็ต้องระวังเหมือนกันนะ กองหลังบางคนนี่ขึ้นสูงโด่งทุกครั้ง แล้วกลับลงมารับไม่เคยทัน ทำทีมเสียประตูบ่อยๆ แบบนี้ดับแน่ครับ … ก็เหมือนกับงานล่ะครับ คนที่สุดยอด คือทำงานในหน้าที่หลัก รับผิดชอบไม่เคยบกพร่อง แล้วยังมีช็อตเด็ดแสดงความสามารถพิเศษ ช่วยเหลือเพื่อนร่วมทีม (ร่วมงาน) ในภาวะคับขันได้อีก คนแบบนี้ย่อมเหนือกว่าคนที่ทำงานในหน้าที่อย่างเดียว แต่ไม่เคยเสนอความคิดอะไร หรือไม่ช่วยอะไรใครเลย 

 

คุณเป็นกองหน้ามืออาชีพ

คุณเพิ่งยิงประตูขึ้นนำ 1-0 และกำลังจะหมดเวลา คุณจะลอยๆ อยู่ข้างหน้าหรือลงมาช่วยรับตอนเสียเตะมุมดีครับ

และกลับกันถ้าทีมตามอยู่ 0-1 และเสียเตะมุม คุณจะเลือกทำอย่างเดียวกันไหมครับ?

 

วันนี้ พอเท่านี้ก่อนครับ … มีโอกาสต่อตอนหน้าครับ

, , ,

1 Comment

ความสุขเล็กน้อยๆ (มันเวิร์ค)

ความสุขเล็กๆ น้อยๆ

หนึ่งชั่วโมงก่อนหน้านี้ระหว่างรถติดบนทางด่วน ผมเพิ่งได้อ่านบทความเรื่อง ผู้บริหารกับความเครียด จากหนังสือพิมพ์ธุรกิจฉบับหนึ่ง อ่านแล้วก็คล้อยตามว่าปัจจุบันเรามีความเครียดมากขึ้นทุกที โดยเฉพาะในเรื่องหน้าที่การงาน จึงไม่น่าแปลกใจคนเราต่างหันไปหากิจกรรมเพื่อผ่อนคลาย ทั้งการหันเข้าหาธรรมชาติ การบำบัดต่างๆ สปา รวมถึงการผ่อนคลายอารมณ์ผ่านการใช้จ่ายด้านการบันเทิงที่มากขึ้น

ผู้คนในยุคสมัยนี้ ต่างตั้งหน้าตั้งตาหาเงินหาทองกันหน้าดำคร่ำเครียด เพื่อให้เพียงพอกับชีวิตความเป็นอยู่ที่สุขสบาย และต้องมีเหลือพอไปใช้จ่ายเพื่อสร้างความสุขอย่างที่ว่า ผมเองก็ตกอยู่ในวังวนนี้ด้วยเช่นกัน

แต่อาจยังโชคดีที่ผมมีเคล็ดลับ ซึ่งผมเรียกว่า “ความสุขเล็กๆ น้อยๆ” ที่ใช้ผ่อนคลาย สร้างกำลังใจให้กับตัวเองตลอดมา จึงอยากนำมาฝาก เผื่อจะเป็นประโยชน์กับท่านบ้าง

กรำงานมาจนดึก จอดรถกินข้าวขาหมูข้างทาง กินไปฟังคนขับสามล้อคุยกันเรื่องการเมืองบ้าง เรื่องมวยบ้าง เปลี่ยนบรรยากาศ … ตื่นเช้ามาไม่ล้างหน้าแปรงฟัน เดินไปปากซอยนั่งกินบะหมี่เกี๊ยว ดูเด็กๆเดินไปโรงเรียน นึกถึงอดีต … นอนเล่น ยิ้มให้กับใบไม้ที่หล่นลงมาใส่หัวเราบ้าง หรือไปตีลังกาเล่นในน้ำทะเล … ให้รางวัลตัวเองโดยการซื้อของเล่นที่ตอนเด็กๆ เคยเล่นมาชื่นชม … นั่งรถเมล์เล่น รับลม แดด และควันพิษแบบบางๆ ตอนที่รถไม่ติด …ลองสั่งอะไรแปลกๆที่ไม่เคยกินในเมนู … คุยกับแท๊กซี่ … 

อะไรก็ได้ครับ เล็กๆน้อยๆ แบบที่เป็นของเราคนเดียว แม้ไม่ได้ค้นหา แต่ก็ได้เจอ รู้สึกโดยบังเอิญ เมื่อเจอความสุขเล็กๆ น้อยๆ อย่างที่ว่าแล้ว ก็ได้ยิ้ม สบายใจ และเข้าใจว่าเราก็โชคดีแล้วที่มีชีวิตอยู่ และมีโอกาสในการใช้ชีวิตที่เหลือต่อไปให้คุ้มค่า … ผมว่า มันเวิร์ค นะ

 

(คัดลอกจาก บทเปิดใจกรรมการสมาคมผู้ดูแลเว็บไทย หนังสือรายงานประจำปี 2547 – เขียนเมื่อ 30 ส.ค. 48)

,

No Comments