Archive for category Digital Marketing

YWC10 Interview – web marketing

เห็นปอนด์เขียนเรื่องการสัมภาษณ์สาย design แล้ว ผมขอเขียนบ้าง

สาย Web Marketing ที่ผมสัมภาษณ์ มีจำนวนผู้มาสัมภาษณ์มากกว่าจำนวนที่รับได้ประมาณ 1 เท่าตัว แปลว่า ในทุกๆ 2 คนที่มาสัมภาษณ์ จะมีโอกาสได้แค่ 1 คนเท่านั้น โอกาสพอๆ กับโยนหัวโยนก้อย

ตอนที่ผมคัดคนมาสัมภาษณ์ ผมเลือกจากน้องหลายๆแบบ คือ (1) น้องที่เรียนการตลาด ด้วยหวังว่าเวลาพูดภาษาการตลาดในค่าย น้องจะช่วยเอาไปถ่ายทอดให้เพื่อนๆ ฟังได้ (2) น้องที่มีประสบการณ์ลงมือทำ ไม่ว่าจะเป็น SEO, Affiliate, Amazon, เปิดร้าน ขายของ online, ขายของผ่าน facebook (3) น้องที่มีประสบการณ์ประกวดแผนธุรกิจ เพราะน่าจะช่วยเพื่อนๆ เรื่อง โครงสร้างของการนำเสนองานได้ดี

มีน้องๆ หลายคนบอกว่าตัวเองไม่ค่อยรู้เรื่อง และอยากได้โอกาสมาเรียนรู้ รับความรู้จากในค่าย ซึ่งจริงๆ ผมนิยมคนมีความตั้งใจเรียนรู้สิ่งใหม่ แต่จำนวนผู้เข้าสมัครมีมากเหลือเกิน ผมจึงขอเลือก ลับมีดที่คมมากกว่าให้คมมากขึ้นไปอีก มากกว่า ลับมีดที่คมน้อยกว่า เนื่องด้วยเวลาที่มีในค่ายมีจำกัด

ผมใช้เวลาในการสัมภาษณ์ เพื่อดูว่า ตัวจริง เหมือนกับที่เขียนมาในใบสมัครหรือไม่ และพิจารณาเรื่องอื่นๆ ที่ไม่ได้เขียนมาในตอนสมัคร คือ (1) ดูว่าอนาคตน้องอยากทำอะไร ซึ่งบอกตามตรงว่า ผมเลือกให้โอกาสกับน้องๆที่ตั้งใจจะประกอบอาชีพ หรือทำงานในสายงานที่เกี่ยวข้อง มากกว่าน้องๆ ที่น่าจะเก่ง แต่อยากไปทำงานในสายงานอื่น (2) ดูความตั้งใจในการเข้าค่าย ผ่านทางความพยายามทำการบ้านมา (3) ดูความรู้ ความคิดเชิงวิเคราะห์ และตรรกะผ่านการบ้านเช่นกัน (4) ดูบุคลิกลักษณะ พูดจารู้เรื่องหรือไม่ เพราะการสื่อสารเป็นสิ่งสำคัญในการทำงานร่วมกันเป็นทีม สุดท้ายผมขอสามคำ … ไม่ได้หวังอะไรมาก นอกจากดูไหวพริบ ความไวในการคิด และทัศนคติ

เวลาที่ใช้สัมภาษณ์แต่ละคน มีไม่มาก แต่ไม่น้อยเกินกว่าที่จะทำให้ผมเลือกได้ว่าอยากจะให้คนไหนไปค่ายมากกว่าอีกคน อย่างที่บอกว่าน้องๆ แต่ละคนที่มาสัมภาษณ์ล้วนแล้วแต่เก่งๆ กันทั้งนั้น เพราะฉะนั้นต้องขอยินดีกับน้องๆ ที่ได้ไปค่าย เราจะได้เจอกัน 4 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อยครับ น้องๆ ที่ยังไม่ได้ไป ถ้าอยู่ปี 1-3 ผมเชิญชวนให้มาสมัครใหม่ปีหน้า ส่วนน้องที่อยู่ปี 4 แล้ว แม้จะไม่ได้ไปค่ายนี้ แต่ถ้าสนใจเรียนรู้ หาประสบการณ์ในสายงานทางด้านนี้ ติดต่อผมมาทาง Twitter ที่ @siwat ครับ ยังมีอะไรให้ทำอีกเยอะครับผม

, , ,

2 Comments

Slide บรรยาย สำหรับ น้องๆ ม.บูรพา (31 ก.ค. 54) ครับ

http://www.siwat.com/doc/buu.pdf

No Comments

Facebook Group สำหรับ CMM512 ม.ศรีปทุมครับ

เชิญทางนี้ครับ
http://www.facebook.com/home.php?sk=group_156462157760575

No Comments

Slide บรรยาย และการบ้าน Innovative media ม.กรุงเทพครับ

ขอบคุณน้องๆ ทุกคนที่มีส่วนร่วมแสดงความเห็นใน class วันนี้ครับ สนุกดีครับ ขอแปะ link สำหรับ download เอกสารบรรยายไว้ตรงนี้ก่อนนะครับผม http://www.siwat.com/doc/bu.zip ส่วนการบ้านเดี๋ยวจะเขียนโจทย์ให้ละเอียดๆ อีกทีที่นี่ครับ

* โจทย์การบ้านโดยละเอียดมาแล้วครับ

  • กลุ่มละ 5 คนบ้าง 6 คนบ้าง แล้วแต่จับกันเองครับ
  • ให้เลือกแบรนด์มา 1 แบรนด์ แล้วมาดูวิธีการทำโฆษณาผ่านสื่อดิจิตอลของเขาว่าเป็นอย่างไร วิเคราะห์ วิจารณ์ในแง่มุมต่างๆ ดังต่อไปนี้ครับ * ถ้าจะให้ดี แนะนำว่าให้เลือกงานโฆษณาในประเทศไทยครับ
  • วัตถุประสงค์ของการโฆษณา – น่าจะทำไปเพื่ออะไร (ลองดู slide ที่ 11 ครับ)
  • การ targeting ใช้วิธีการไหน (demographics, contextual หรือ target ตาม intention ของ consumer)
  • มีใช้เครื่องมือทางการโฆษณาออนไลน์อะไรบ้าง (banner, search, social media, viral ฯลฯ)
  • มีการดูแลชื่อเสียงของแบรนด์บนอินเทอร์เน็ตหรือไม่
  • ถ้าเืลือก high involvement product ลองสมมติตัวเองเป็นลูกค้าที่กำลังตัดสินใจเลือกซื้อสินค้านั้นๆ แล้วลองดูว่า แบรนด์นั้นๆ ได้ทำบริหารจัดการควบคุม ข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวกับแบรนด์ของตัวเองดีหรือไม่ ถ้ายังไม่ดี เรามีคำแนะนำอย่างไร
  • เท่าที่ดูวิธีการโฆษณาผ่านสื่อดิจิตอลของแบรนด์ที่เราเลือก ทำได้ดีแล้วหรือยัง มีข้อเสนอแนะให้ปรับปรุงเรื่องอะไรได้บ้าง
  • เวลา present 15 นาทีต่อกลุ่ม แนะนำว่าประมาณ 15-20 slide น่าจะกำลังดี

ตอนนี้มีคนเลือก Coca-Cola ไปแล้ว หนึ่ง แบรนด์ครับ ที่เหลือก็เลือกอันอื่นๆ กันไปนะครับผม * ล่าสุดมีคนเลือก Pepsi มาอีกแบรนด์ครับ

เจอกันวันเสาร์ที่ 2 ก.ค. ครับ

ครั้งหน้า Present แล้วน่าจะมีเวลาเหลือครับ ถ้าใครอยากทราบเรื่องอะไรเป็นพิเศษ บอกมาได้นะครับ จะ post ลงในนี้ก็ได้ หรือ twitter facebook โทร ฯลฯ อะไรก็ได้ contact อยู่ใน เอกสารบรรยายครับ ผมจะเก็บตกในเรื่องที่อยากรู้ให้ครับ

2 Comments

เหตุผลที่คนแชร์

ในช่วงสามถึงสี่เดือนที่ผ่านมานี้ กระแสความนิยมในการใช้ทำโฆษณาแบบไวรัล (Viral Advertising) มีมากขึ้นตามลำดับ ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบของวีดิโอคลิป เกมส์ หรือ แอพพลิเคชั่นผ่านทางเว็บเครือข่ายสังคมตัวอย่างกรณีศึกษาดังอย่างเช่น คลิปครูปาบีบี ของ เบอร์เกอร์คิง หรือ Disconnect to connect ของ DTAC ที่มีผู้ชมในหลักล้านครั้ง มีผู้วิเคราะห์กันอย่างมากว่าปัจจัยหนึ่งที่อยู่เบื้องหลังจำนวนการชมที่สูงเหล่านั้นเป็นเพราะผู้ชมคลิปได้ทำการส่งต่อ หรือ แชร์ต่อให้กับคนที่รู้จักผ่านทาง เครือข่ายสังคม โดยเฉพาะเฟซบุ๊ค

ถ้าหากการแชร์ต่อ เป็นปัจจัยสำคัญของการกระจายตัวของเนื้อหาที่ส่งต่อแบบไวรัล (Viral Content) แล้ว การทำความเข้าใจเหตุผลที่ผู้บริโภคส่งต่อหรือแชร์ต่อ ข้อความ ก็น่าจะมีความสำคัญไม่น้อยต่อการออกแบบ Content สำหรับการโฆษณา หากเราออกแบบ Content ของเราได้ดี สามารถไปสะกิดความต้องการส่งต่อของผู้บริโภคได้ โอกาสที่ Content นั้นจะเกิดการกระจายตัวต่อไปในวงกว้างย่อมมีไม่น้อยทีเดียว ผู้เขียนได้ทำการศึกษาจากงานวิจัยต่างๆ และสังเกตตัวอย่างประกอบจากรูปแบบการแชร์ Content ต่างๆ ที่เกิดขึ้น คิดว่าสามารถสรุปได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ ดังต่อไปนี้

  1. Information Sharing การแชร์ข้อมูล (อันมีประโยชน์) – การแชร์ในรูปแบบนี้ เกิดขึ้นจากการที่ผู้อ่าน เมื่อได้อ่าน หรือชม Content นั้นแล้วเห็นว่าเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ น่าจะบอกต่อ ให้กับคนรู้จัก เพื่อเป็นประโยชน์กับผู้อื่นๆ ทั้งนี้ Content บางตัว อาจมีประโยชน์กับผู้ชมบางกลุ่มก็เป็นได้ เช่นคนชอบเรื่องเทคโนโลยีก็มีแนวโน้มจะส่งต่อหรือแชร์ต่อข้อมูลเกี่ยวกับเทคโนโลยี ให้กับคนที่ชื่นชมเทคโนโลยีด้วยกัน

    เมื่อนักการตลาดทราบเช่นนี้แล้ว หากเราออกแบบข้อมูลของเราให้มีประโยชน์แล้ว โอกาสที่จะเกิดการส่งต่อหรือแชร์ข้อมูลนั้นก็เป็นไปได้สูง โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้า High involvement ที่ต้องอาศัยข้อมูลประกอบการตัดสินใจซื้อ หรือ ในกลุ่มผู้บริโภคที่มีความต้องการข้อมูลมากเพื่อตอบสนองกับการใช้ชีวิตประจำวันเช่นกลุ่มคุณแม่มือใหม่ ที่ต้องการข้อมูลเกี่ยวกับการเลี้ยงดูบุตรเป็นต้น

  2. Emotional Sharing กดแชร์ตามอารมณ์ ในหลายกรณี ผู้บริโภคแชร์ หรือส่งต่อ Content เพียงเพราะต้องการระบายอารมณ์ที่มีต่อ Content นั้นๆ หรือเกิดความประทับใจ หรือเกิดความรู้สึกในทางใดทางหนึ่งอย่างมากกับ Content นั้นๆ เช่น คลิปตลกขบขัน คลิปเนื้อหาที่มีความเศร้า สะเทือนใจ หรือความแปลก น่าประหลาดใจ ส่วนใหญ่เมื่อผู้บริโภคกดแชร์ คลิปเหล่านี้ มักจะพ่วงไปด้วยความคิดเห็น หรือข้อความทางอารมณ์ที่มีต่อ Content นั้นๆ ด้วย

    การออกแบบ Content ในมีลักษณะสุดขั้วทางอารมรณ์ จึงมีโอกาสที่จะสร้างการขยายตัวจากการส่งต่อหรือการแชร์ต่อได้สูง อย่างไรก็ตามการเลือกรูปแบบทางอารมณ์ของเนื้อหาเหล่านั้น มีความจำเป็นจะต้องจัดการให้สอดคล้องไปกับภาพลักษณ์ของแบรนด์หรือสินค้าของเราด้วยเช่นกัน
  3. Self Expression พฤติกรรมการแชร์ หรือการบอกกล่าวเล่าความ หลายๆ ครั้ง เกิดขึ้นจาก การต้องการแสดงความเป็นตัวตนให้สังคมได้รับรู้ ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้บ่อยๆ คือการเปลี่ยนสถานะใน เฟซบุ๊ค หรือการ Check-in ใน Foursquare เป็นต้น

    นักการตลาดอาจใช้ประโยชน์จากการ แชร์เพื่อแสดงตัวตนนี้ได้ โดยการปล่อยข้อความ หรือส่งข้อความ ไปให้กับกลุ่มผู้บริโภคที่เราทราบแน่นอนว่ามีลักษณะนิสัย ส่วนตัว และการใช้ชีวิตสอดคล้องกับ แบรนด์ หรือสินค้าของเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มลูกค้าขาประจำ ผู้จงรักภักดีต่อแบรนด์ของเรา มีโอกาสจะส่งต่อ Content ในลักษณะนี้ได้มาก การบริหารฐานข้อมูลลูกค้า และการจัดกลุ่มลูกค้าชั้นดี และลูกค้าที่สามารถเป็นตัวแทนของแบรนด์ได้ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการทำการตลาดผ่านทางเครือข่ายสังคมในปัจจุบัน

, , ,

1 Comment

ว่าด้วยแคมเปญการตลาดเพื่อระดมเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัย

มีเพื่อนๆ พี่น้อง ในวงการการตลาด หลายคน พูดถึง การที่องค์กร บริษัท ห้างร้าน ต่างๆ ออกมาทำแคมเปญช่วยเหลือผู้ประสบภัยในรูปแบบต่างๆ บ้างก็ตั้งตัวเป็นตัวกลางรับการบริจาคจากประชาชน แล้ว เอาไปบริจาคต่อ บ้างก็ทำแคมเปญบน Facebook page เพื่อให้คนมากด Like ยิ่งถ้ามีคนกด Like มาก ก็จะบริจาคเงินมาก

แคมเปญต่างๆ เหล่านี้ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ มากมายครับ บ้างก็ว่าฉวยโอกาสจากคนเดือดร้อน เอามาหาประโยชน์ใส่ตัว บ้างก็ว่า ถือโอกาส เอาหน้า ประชาสัมพันธ์องค์กร

ความเห็นต่อไปนี้ ขอเรียนว่าเป็นความเห็นส่วนตัว จากประสบการณ์ที่ได้ทำงาน ทั้งในสายงานการตลาด โฆษณา ประชาสัมพันธ์ และ ในฐานะผู้บริหาร และกรรมการบริษัทครับ อยากจะแชร์ให้ทุกท่านได้ลองอ่าน และพิจารณาว่าคิดเห็นกันอย่างไรครับ

ก่อนจะสรุป ว่า ฉวยโอกาส หรือไม่ เอาหน้า หรือไม่ ผมขอชี้ให้เห็นความแตกต่าง ระหว่างการบริจาคส่วนบุคคล และการบริจาคโดยองค์กร ครับ

  • การบริจาคส่วนบุคคล เงินออกจากกระเป๋าผู้บริจาคเอง ด้วยความเต็มใจของผู้บริจาคเอง จะบริจาคอย่างไรก็ได้ บางคนก็บริจาคเงียบๆ ไม่ประสงค์ออกนาม บางคนก็ต้องขึ้นเวทีร้องเพลงแล้วค่อยบริจาค บางคนก็บริจาคผ่านรายการทีวีจะได้มีชื่อขึ้นหน้าจอ บางคนก็ไม่บริจาค สุดแท้แต่เลยครับ
  • การบริจาคขององค์กร ใครเป็นเจ้าของเงิน? … แน่นอนครับ คนที่เป็นเจ้าของเงิน ก็คือเจ้าของบริษัท ซึ่งก็คือผู้ถือหุ้นครับ แล้วใครตัดสินใจว่าจะบริจาคอย่างไร … ส่วนใหญ่เป็นผู้บริหารครับ จะเป็น CEO CFO MD GM อะไรก็ว่ากันไป หรือบางครั้งอาจเป็น คณะกรรมการบริหารบริษัท ซึ่งผู้ถือหุ้นแต่งตั้งมา ความยุ่งยากมันเกิดขึ้นตรงนี้ครับ เพราะ
  1. คนตัดสินใจ ไม่ใช่เจ้าของเงิน
  2. เจ้าของเงินอาจมีหลายคน แต่ละคนอาจคิดเห็นไม่ตรงกัน

ผู้รู้ด้านการลงทุน และนักวิเคราะห์หลายคน ตั้งคำถามเกี่ยวกับการบริจาคขององค์กรครับ ว่าผู้บริหารควรทำอย่างไร ถ้าบริจาคให้องค์กร A เป็นไปได้ไหม ผู้ถือหุ้นจำนวนหนึ่งอาจบอกไม่อยากบริจาคให้องค์กรนี้ แต่อยากให้บริจาคให้องค์กรอื่น บางทีก็เลยมีการพูดกันว่า ในฐานะผู้บริหาร ไม่ต้องไปบริจาคเสียดีกว่า เก็บเงินเป็นผลกำไร ไปจ่ายปันผลให้ผู้ถือหุ้น แล้วก็ให้ผู้ถือหุ้นแต่ละรายไปจัดการกับเงินของตัวเอง ว่าจะบริจาคอย่างไร

ในหลายครั้ง ผู้ถือหุ้นก็ให้สิทธิ์ กรรมการ หรือผู้บริหารตัดสินใจบริจาคแทนตัวเองได้บ้าง ซึ่งก็มันจะต้องกำหนดอยู่ในแนวนโยบาย หรือไม่ก็มีการกำหนดลงในงบประมาณบริษัทฯ

ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวัง

โดยเฉพาะการบริจาค แบบให้เปล่า ไม่เอาผลตอบแทนใดๆ ผู้ถือหุ้นจะควบคุมอย่างไร ว่าจะบริจาค 1 ล้าน 5 ล้าน 10 ล้าน จุดที่เหมาะสมมันอยู่ตรงไหน

ส่วนตัวผมเอง หากเป็นการบริจาคแบบให้เปล่า ผมเชื่อว่าผู้บริหารไม่น่าต้องเข้ามาจัดการ น่าจะปล่อยกำไรไปปันผล แล้วให้ผู้ถือหุ้นแต่ละรายไปจัดการกันเองในแบบส่วนตัวดีกว่าครับ เรียกว่าตามแต่ศรัทธาของแต่ละท่าน

หรือหากมีการกำหนดในงบประมาณบริษัทฯ ผมคิดว่า จะเป็นจำนวนเงินไม่มาก

ทีนี้ในภาวะวิกฤติ จะทำอย่างไร หากผู้บริหารต้องการให้บริษัทช่วยเหลืออย่างเต็มกำลังความสามารถ ผมคิดว่าผู้บริหารมีทางเลือกดังต่อไปนี้ครับ

  1. บริจาคเองส่วนตัว จากกระเป๋าผู้บริหารเอง
  2. เอาเงินบริษัทบริจาค ถ้าในงบมีไม่พอ ต้องไปขออนุมัติจากผู้ถือหุ้น ซึ่งอาจต้องใช้เวลานาน กว่าจะเรียกประชุม กว่าจะอนุมัติ และยังต้องบริหาร ศรัทธา หรือ ความตั้งใจดีของผู้ถือหุ้นแต่ละคน ซึ่งอาจคิดเห็นไม่เหมือนกัน
  3. ผันงบจากงบส่วนอื่นๆ มาใช้ในการบริจาค

ทีนี้พอมาถึงข้อ 3) นี่ล่ะครับ ที่จะเกิดเรื่องยุ่ง เพราะ ถ้าไปเอางบโฆษณาประชาสัมพันธ์มาล่ะก็ การใช้เงินออกไป ต้องมีผลตอบแทนกลับเข้ามา ไม่ว่าในรูปแบบใด รูปแบบหนึ่ง ก็ขึ้นอยู่กับการคิด และการสร้างสรรค์ของผู้บริหารแต่ละท่าน แต่ละคณะ ผมจึงไม่แปลกใจ ที่เห็นหลายองค์กร มาทำ แคมเปญ กด Like Facebook แล้วถ้ากดเยอะก็จะไปบริจาคเยอะ

ความเห็นส่วนตัวของผมนะครับ

ในภาวะวิกฤติ ถ้าหากต้องการช่วยเหลือกัน ทางใดที่จะทำให้ได้ยอดเงินบริจาคสูงสุด น่าจะเป็นทางที่ให้ความช่วยเหลือได้มากที่สุด

สมมติว่า ถ้าไม่ทำแคมเปญการตลาดเพื่อเอาเงินไปบริจาค ทางบริษัท อาจจะบริจาคได้ 100,000 บาท แต่ถ้าทำแคมเปญการตลาด อาจจะบริจาคได้มากขึ้นเป็น 1,000,000 บาท โดยที่คนบริจาคไม่ใช่แค่บริษัทอย่างเดียว แต่เป็นบริษัทและลูกค้าของบริษัทและผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมต่างหาก ที่มาช่วยกันบริจาค โดยบริษัทฯ เป็นตัวแทนแปลง จำนวน Like (ซึ่งไม่สามารถเอาไปช่วยอะไรผู้ประสบภัยได้) ให้เป็นเงิน ถ้าเป็นอย่างนี้ และโจทย์ในเวลานี้ คือการเร่งส่งเงินความช่วยเหลือไปให้ได้มากที่สุด

คงต้องเลือกทางที่ได้เงิน 1,000,000 บาทครับ

ไม่เลือกทางนี้ได้ไหม ก็อาจจะได้ครับ เนื่องจากเจ้าของเงินคือผู้ถือหุ้น ในฐานะผู้บริหาร อาจช่วยได้โดยการแจ้งข่าวไปยังผู้ถือหุ้น เพื่อให้ช่วยไปบริจาคกันส่วนตัว หรือไม่ก็ขอเรียกประชุมผู้ถือหุ้น (ผ่านกรรมการบริษัท) เพื่อให้อนุมัติเงินมาบริจาค

ผมลองตั้งคำถามกับตัวเองเล่นๆ

ผู้บริหารทั้งหลาย จะเคยคิดไหม ว่าถ้าทำแคมเปญการตลาดแล้วเอาเงินไปบริจาค จะถูกวิพากษ์วิจารณ์

และผมเชื่อว่า ด้วยความรู้ ประสบการณ์ ต่างๆ เหล่าผู้บริหารองค์กรน่าจะคาดการณ์ได้ว่า คงต้องโดนต่อว่า วิพากษ์ วิจารณ์บ้าง จะหนัก จะเบา ก็ตามแต่ประเมินกันไป

แล้วทำไมถึงยังทำ

อันนี้เป็นจุดสำคัญครับ

หากว่าทำเพื่อหวังประโยชน์ ต้องการฉวยโอกาสจากผู้เดือดร้อนจริง ผมก็คิดว่าน่าเสียใจ

แต่หากว่า ทำเพื่อเร่งระดมเงิน เพื่อส่งมอบความช่วยเหลือให้ได้เร็ว แรง โดยยอมแบกรับความเสี่ยงที่จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ ผมคิดว่าน่าชื่นชมครับ

ส่วนกรณีที่ว่า มีบางองค์กร โดยเฉพาะองค์กรสื่อ ที่ตั้งตัวเป็นผู้รับบริจาค แล้วเอาไปบริจาคต่ออีกทีหนึ่ง ผมคิดอย่างนี้ครับว่า องค์กรสื่อ มีสิ่งหนึ่งที่มีประโยชน์มาก โดยเฉพาะในภาวะเช่นนี้ คือความสามารถในการเข้าถึง หรือเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารให้หมู่คนจำนวนมาก การตั้งตัวเป็นผู้กระจายข่าว และรับบริจาค จึงน่าจะมีโอกาสสร้างการระดมเงินบริจาค ได้มากกว่าองค์กร หรือบุคคลอื่นๆ เพราะฉะนั้น ผู้บริหารองค์กรสื่อ ที่ออกมาทำโครงการเหล่านี้ หากเป็นไปด้วยเจตนาแห่งการช่วยเหลือ และเร่งการบริจาคให้ เร็ว และแรง แม้จะทราบว่าอาจถูกวิพากษ์วิจารณ์บ้าง ผมก็คิดว่าน่าชื่นชมเช่นกัน

สุดท้าย ผมว่า เจตนา เป็นเรื่องสำคัญ แน่นอนคนเราดู ตัดสิน เรื่องหลายๆ เรื่องจากการกระทำที่แสดงออกมา แต่ในหลายๆครั้งเช่นกัน เราอาจไม่ทราบว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น เจตนาที่แท้จริง เป็นอย่างไร การพยายามทำความเข้าใจถึงเหตุผล ที่มาที่ไป และเจตนาของอีกฝ่ายหนึ่ง น่าจะช่วยทำให้เรามองสิ่งต่างๆ ได้อย่างครบถ้วน มากขึ้นครับ

สุดท้ายนี้ ขอภาวนา ให้ผู้ประสบภัย ชาวญี่ปุ่น เพื่อนร่วมโลกของเรา รอดพ้นจากภยันตรายต่างๆที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ขอให้เงิน และกำลังศรัทธาเยียวยา ฟื้นฟู ทั้งหลาย เข้าไปถึงโดยไว ช่วยเหลือให้เพื่อนพี่น้อง กลับมาสู่การดำรงชีวิตอันเป็นปรกติสุขในเร็ววันครับ

#YNWA JAPAN

, , , , ,

6 Comments

ไอซีที พลิกโลกการตลาด (บทความในหนังสือรายงานประจำปีชมรมนักข่าวสายไอที)

นิตยสารไทม์ แห่งสหรัฐอเมริกา ประกาศให้รางวัลบุคคลแห่งปีแก่ มาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้ง facebook ด้วยเหตุผลที่เขาเป็นผู้สร้างโอกาสให้คนมากกว่า 500 ล้านคนได้ติดต่อกัน และยังระบุความสัมพันธ์ของแต่ละคนที่มีต่อกันโยงใยต่อกัน เปลี่ยนรูปแบบการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร ตลอดจนวิถีชิวิตของผู้คนในโลก การได้รับรางวัลนี้เป็นที่สนอกสนใจของวงการต่างๆ โดยเฉพาะวงการไอที และแวดวงการตลาด โดยไม่อาจปฏิเสธได้ว่าผลงานของเขาได้สร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงดังที่ ไทม์ ได้กล่าวไว้จริง


ก่อนหน้าที่มาร์คจะได้รับรางวัล ในปี 2549 ไทม์ก็ได้เคยมอบรางวัลให้ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตทุกคนที่ได้มีส่วนสร้างสรร แบ่งปันเนื้อหา ข้อมูลบนโลกอินเทอร์เน็ต และในปี 2525 ไทม์ ได้มอบรางวัลเดียวกันให้กับ “คอมพิวเตอร์” พวกเราไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่า สังคม ความเป็นอยู่ ของเรา ได้เปลี่ยนแปลงไปมากโดยมีเทคโนโลยีการสื่อสาร เป็นกลไกสำคัญ และเมื่อ การใช้ชีวิตของคน (หรือที่ภาษาการตลาดเราชอบเรียกว่า “ผู้บริโภค”) เปลี่ยนแปลง นักการตลาดทั้งหลาย จึงพบกับความท้าทายในการปรับเปลี่ยนวิธีการทำการตลาด การสื่อสาร โฆษณา ประชาสัมพันธ์ ให้ยังสามารถคงความน่าสนใจ เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการ ได้อย่างที่เคยประสบความสำเร็จมาแล้วในอดีต


จากเดิมที่การเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายทางการตลาดต้องอิงหลักประชากรศาสตร์ หรือ การเลือกสื่อให้มีเนื้อหาตรงกับประเภทของสินค้าหรือบริการเป็นหลัก การกำเนิดของ search engine ได้เปลี่ยนทิศทางการทำการตลาดอย่างสิ้นเชิง โดยอาศัยหลักที่ว่า ไม่ว่าคนที่มาค้นหาข้อมูลนั้น จะเป็นใคร แต่หากพิมพ์ข้อความค้นหาที่สัมพันธ์กับสินค้าหรือบริการเข้ามาแล้ว นั่นเป็นโอกาสสำคัญของการนักการตลาดในการให้ข้อมูล นำเสนอสินค้า บริการ ด้วยวิธีการดังกล่าวนี้ โอกาสที่จะเปลี่ยนกลุ่มเป้าหมายผู้มุ่งหวังให้เป็นลูกค้าที่ซื้อสินค้าจริง ก็ย่อมมีสูง ดังตัวอย่างที่เห็นได้จาก การทำการตลาดของธุรกิจท่องเที่ยวซึ่งเป็นอุตสาหกรรมหลักของประเทศไทย หรือธุรกิจบริการทางสาธารณสุข ในบ้านเราที่เข้าถึงลูกค้าทั่วโลกโดยการแสดงข้อความโฆษณาเมื่อมีคนมาค้นหาข้อมูลโดยใช้ข้อความค้นหาเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยว หรือบริการ เช่น “phuket hotels” หรือ “dental clinic bangkok” เป็นต้น ต้องถือได้ว่าพลังของเทคโนโลยีการสื่อสารเปิดโอกาสให้นักการตลาดไทยเข้าหาลูกค้าในตลาดโลกได้อย่างง่ายดาย และแม่นยำ


นอกจากความสามารถในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายแล้ว เทคโนโลยีทางด้านการวัดผล ที่มีความก้าวหน้าทำให้เราสามารถติดตามดูพฤติกรรมของลูกค้าตั้งแต่รู้จักสินค้าของเราผ่านแผ่นป้ายโฆษณา คลิกเข้ามายังเว็บไซต์ และติดตามการคลิกเข้าไปในแต่ละหน้าของเว็บไซต์ได้ ทำให้สามารถทราบได้แน่นอนว่า ลูกค้าที่มาซื้อสินค้า เริ่มต้นรู้จักสินค้าจากสื่อชนิดใด สามารถคำนวณต้นทุนทางการตลาดต่อการขายสินค้าหนึ่งหน่วยในแต่ละช่องทางโฆษณาประชาสัมพันธ์ได้ นำไปสู่การปรับเปลี่ยนส่วนผสมของสื่อประชาสัมพันธ์ที่ใช้ โดยโยกงบประมาณจากสื่อที่มีต้นทุนการตลาดต่อการขายสูง ไปยังสื่อที่มีต้นทุนการตลาดต่อการขายต่ำกว่า


ความสะดวกสบายในการค้นหาข้อมูลสินค้าหรือบริการส่งผลให้คนหันมาหาข้อมูลประกอบการตัดสินใจซื้อจากอินเทอร์เน็ตเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก นอกเหนือจาก search engine แล้วยังอาศัยการแลกเปลี่ยนข้อมูลและความเห็นเกี่ยวกับสินค้าต่างๆผ่านทางเว็บไซต์สื่อสังคม ซึ่งมีรูปแบบคล้ายคลึงกับการที่มนุษย์แลกเปลี่ยนความเห็นผ่านการสนทนากันในชีวิตประจำวัน รายงานวิจัยการตลาดหลายฉบับระบุว่า ความเห็นจากผู้บริโภคด้วยกันนี้เองมีความน่าเชื่อถือ และมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของผู้คนมากกว่าชนิดอื่น พฤติกรรมที่เปลี่ยนไปนี้ส่งผลให้นักการตลาด และองค์กรธุรกิจต้องหันมาให้ความสนใจกับการศึกษา และพัฒนาการตลาดผ่านทาง social media ให้มีประสิทธิภาพ มากขึ้น




ยกตัวอย่างเช่นคอมพิวเตอร์ DELL ที่หันพัฒนา facebook page ของตนเองให้มีความพร้อมสำหรับการให้บริการหลังการขาย ทั้งการตอบคำถามลูกค้าผ่านทางหน้า facebook หรือ การรับข้อร้องเรียนต่างๆ นอกจากนี้ DELL ยังเปิดให้เห็นความคิดทางธุรกิจใหม่ๆ ลูกค้าและผู้สนใจ DELL สามารถติดตาม promotion ต่างๆ ผ่านทางหน้า twitter @delloutlet ซึ่งเมื่อมองแต่เพียงผิวเผินก็เหมือนกับประกาศข้อความส่งเสริมการขายทั่วไป แต่หากวิเคราะห์ในเชิงต้นทุนการตลาดแล้ว DELL จะมีต้นทุนทางด้านการโฆษณาน้อยมาก เพราะลูกค้าเป็นผู้ติดตามฟังข้อความส่งเสริมการขายด้วยตัวเองไม่ต้องผ่านสื่อตัวกลางใดๆ เปิดโอกาสให้ DELL เอางบประมาณส่วนนั้นมาผันเป็นส่วนลดราคาสินค้าให้ได้มากขึ้น ทำให้สินค้ามีราคาถูกลง ลูกค้าก็ได้ประโยชน์ตอบแทนในรูปแบบของการซื้อสินค้าได้ในราคาถูก เกิดเป็นรูปแบบที่เรามักเรียกกันว่า win win model คือได้ประโยชน์กันทั้งสองฝ่าย ปัจจัยเบื้องหลังของรูปแบบธุรกิจนี้เกิดขึ้นจากเทคโนโลยีโดยแท้ รูปแบบธุรกิจที่คล้ายคลึงกันนี้ยังมีให้เห็นอีกมาก อาทิเช่น groupon ที่เป็นการรวมปริมาณการซื้อเข้าด้วยกันได้ส่วนลดในราคาประหยัด ผู้ขายได้ประโยชน์จากการขายสินค้าได้จำนวนมาก แม้กำไรต่อหน่วยจะลดลงแต่ก็ได้ปริมาณการขายมากขึ้น และได้ประหยัดค่าใช้จ่ายการประชาสัมพันธ์ด้วย ส่วนทางผู้ซื้อก็ได้ประโยชน์จากราคาสินค้าสุดพิเศษเช่นกัน


เมื่อเทคโนโลยีเอื้อให้เกิดรูปแบบการทำการตลาดใหม่ๆ นักการตลาดจึงมีความจำเป็นต้องปรับตัว ให้ทันกับเทคโนโลยีอยู่เสมอ หันมาใส่ใจกับข้อมูลลูค้า และพยายามสื่อสารให้ตรงกับความสนใจของลูกค้าแต่ละคนมากขึ้น ทั้งการแสดง personalized message หรือการส่ง e-mail ไปในจังหวะ เวลา และด้วยข้อความที่เหมาะสมให้ตรงกับลูกค้าแต่ละคน ซึ่งเมื่อมองในภาพกว้างแล้ว ข้อดีของการสื่อสารในปัจจุบันนี้ก็น่าสนใจเช่นกัน แม้ว่าจะต้องส่งข้อความกันมากขึ้น คุยกันบ่อยขึ้น แต่เทคโนโลยีก็ช่วยลดความสูญเปล่าจากการจัดพิมพ์เอกสาร จดหมาย ตลอดจนทรัพยากรธรรมชาติ


ผู้เขียนมีความเชื่อว่า เมื่อโลกของข้อมูลข่าวสารและการแสดงความเห็นมีความเปิดกว้างเชื่อมต่อถึงกันได้ สินค้าหรือบริการใดที่ไม่ดีจริง สร้างประโยชน์ให้กับลูกค้าไม่ได้คุ้มค่าจริงๆ จะถูกกระแสความเห็นของผู้บริโภคผลักให้ต้องหันมาพัฒนาหรือปรับปรุงต่อไปถึงจะทำธุรกิจต่อไปได้ในระยะยาว ส่วนสินค้าที่มีคุณภาพ ตรงความต้องการของตลาด จะได้รับประโยชน์จากความเห็นของผู้บริโภคผ่านเทคโนโลยีการสื่อสารผลักให้ได้รับความนิยมสูงขึ้น นักการตลาดในอนาคตนอกจากสนใจเรื่องการโฆษณาประชาสัมพันธ์แล้ว ยังอาจต้องรู้จักเก็บเอาความเห็นของลูกค้านำกลับไปเข้าสู่กระบวนการพัฒนาสินค้า ตั้งแต่การออกแบบ และผลิตอีกด้วย ในขณะเดียวกันผู้บริโภคก็มีความละเอียดอ่อนและความเข้าใจการเลือกรับข้อมูลข่าวสารมากขึ้น นักการตลาดที่ยังยึดถือแนวทางโฆษณาชวนเชื่อ จะประสบความยากลำบากในการทำธุรกิจมากขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้จริยธรรมการตลาด หลักการที่ถูกต้องเป็นธรรมกับลูกค้า กลายเป็นสิ่งจำเป็นในโลกที่พร้อมด้วยข้อมูลข่าวสารและความสนับสนุนทางด้านข้อมูลของสังคมผู้บริโภค


สุดท้ายนี้ ต้องขอขอบคุณ ITPC ที่ได้ให้โอกาสผมได้เผยแพร่แนวความคิด หวังว่าคงเป็นประโยช์กับท่านผู้อ่านบ้างไม่มากก็น้อย สุขสันต์วันปีใหม่ครับ



15 ธันวาคม 2553

, , , , ,

1 Comment

สื่อออนไลน์ปีกระต่าย แรง แม่น ถี่




เข้าสู่ถึงช่วงปลายปีทีไร ก็ได้เวลาทักถามกันว่า นอกจากสรุปความเคลื่อนไหวในปีที่ผ่านมาแล้ว การคาดการณ์ปีหน้าเป็นอย่างไร ในตลาดไทยซึ่งระบบการสื่อสาร 3G ยังไปไม่ถึงไหน หลายคนเชื่อว่าทำให้การเติบโตของการสื่อสารข้อมูลผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่ต้องหยุดชะงัก ในขณะเดียวกันอีกกระแสก็บอกว่า เทคโนโลยี Application ต่างๆ บนโทรศัพท์เคลื่อนที่ น่าจะมาแรงในปีหน้า เช่นเดียวกันกับการขยายตัวของอุปกรณ์ที่มาพร้อมกับระบบ GPS ทำให้สามารถระบุตำแหน่งของผู้ใช้งานได้ เปิดโอกาสในการสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายทางการตลาด เทคโนโลยีที่พัฒนาไปรวดเร็วต่างๆ เหล่านี้จะมีผลต่อพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมาย และการสื่อสารการตลาดมากน้อยเพียงไร ในบทความนี้ขอนำเสนอความเห็นของเราเกี่ยวกับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงสำคัญสำหรับปีกระต่ายที่จะมาถึงนี้

  1. Video content ระเบิดความนิยมไปในวงกว้าง

    การแข่งขันที่เข้มข้นระหว่างผู้ให้บริการผลักให้อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงขยายตัวเป็นอย่างมากในช่วงปี 2010 ความเร็วที่สูงขึ้นทำให้การเผยแพร่เนื้อหาเปิดกว้างไปยังรูปแบบวีดีโอได้ง่ายขึ้น สังเกตได้จากความนิยมในคลิปวีดีโอต่างๆใน Youtube ซึ่งขึ้นเป็นเว็บอันดับสี่รองจาก Google Facebook และ Live หรือ Hotmail ไปเรียบร้อยแล้ว นอกจากความนิยมในคลิปเหตุการณ์ความไม่สงบ คลิปมิวสิควีดีโอทั้งไทย สากล ลูกทุ่ง ละครช่องต่างๆ จะพาเหรดกันออกมาให้ชมแล้ว เราเชื่อแน่ว่า ในปี 2011 จะมีศิลปินไทยแจ้งเกิดผ่าน Youtube อีกมาก เช่นเดียวกันกับงานโฆษณาผ่านวีดีโอ ทั้งในแบบ Viral คลิปสั้นๆ และรูปแบบของ Webisode จะมีออกมาให้เห็นกันอย่างมากแน่นอนในระหว่างปีเพราะนี่คือสิ่งที่ถูกจริตคนไทยมากที่สุด เข้าใจง่าย ไม่ต้องอาศัยทักษะทางด้านคอมพิวเตอร์ และที่สำคัญยังอยู่ในรูปแบบที่เหมือนกันกับสื่อโทรทัศน์ คลิปอะไรที่ได้รับความนิยมในอินเทอร์เน็ตก็จะมีโอกาสถูกหยิบไปกระจายต่อผ่านสื่อโทรทัศน์ซึ่งเป็นสื่อหลัก ในความเห็นของเราแล้วต้องขอยกให้เรื่องนี้เป็นแนวโน้มสำคัญที่สุดสำหรับวงการโฆษณาดิจิตอลไทยในปีกระต่ายนี้ครับ

  2. Mobile ไม่ได้เข้าถึงคนใหม่ๆ แต่เพิ่มความถี่

    ตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมานี้ มีการถกเถียงกันมากเหลือเกินว่า ถึงเวลาของ Mobile หรือยัง มีการหยิบยกตัวเลขผู้ใช้งานโทรศัพท์มือถือ 69 ล้านเลขหมายขึ้นมาเป็นประเด็น ว่าสำหรับเมืองไทยแล้ว เนื่องจากอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงยังกระจายตัวไม่มากนัก Mobile น่าจะมีบทบาทสำคัญเช่นเดียวกันกับประเทศอย่างอินเดีย ในความเป็นจริงแล้วผู้ใช้งานมือถือในไทย ยังอิงการใช้งานเพื่อสื่อสารพูดคุยกันมากกว่า ส่วนกลุ่มที่ใช้งานข้อมูลในเชิง Data ไม่ว่าจะผ่าน iPad, iPhone, Blackberry, Android หรือที่น่าจับตาคือการกลับมาของ Windows Mobile 7 กลับเป็นกลุ่มเดียวกันกับที่ใช้งานอินเทอร์เน็ตอยู่แล้ว และนั่นทำให้เราเชื่อว่า สำหรับ Mobile ในปี 2011 ซึ่งแม้จะพ่วงมาด้วยกระแสความนิยมของ Application ในรูปแบบต่างๆ ก็ยังไม่น่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงได้มาก เมื่อพิจารณาจากฐานผู้ใช้งาน ในทางกลับกัน นักการตลาดและโฆษณาเองน่าจะต้องพิจารณาถึงประโยชน์ของการนำ Mobile Application มาใช้ เพื่อเพิ่มความถี่ในการติดต่อสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายและสร้างประสบการณ์ที่ต่างออกไปจากเมื่อผู้ใช้งานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ให้ได้

  3. Social Media นำไปสู่การตัดสินใจซื้อ


    เราได้ทราบกันมาก่อนหน้านี้แล้วว่า ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตไทย มีพฤติกรรมหาข้อมูลประกอบการตัดสินใจซื้อสินค้าต่างๆ โดยการค้นหาผ่าน Google ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวน่าจะยังอยู่ต่อไปในปี 2011 แต่สิ่งที่จะต่อยอดเพิ่มเติมขึ้นมา น่าจะเป็นผลการค้นหาจาก Google ที่เปลี่ยนไป ดึงเอาผลลัพธ์จาก Social Site ต่างๆมาแสดงผลมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Blog, Twitter, Facebook นอกจากนี้คนไทยยังใช้เวลาใน Social media มากขึ้นด้วย นักการตลาดจึงอาจต้องหันมาให้ความสนใจกับการแพร่กระจายข้อมูลสินค้าหรือบริการ ประกอบการตัดสินใจซื้อ ให้มากขึ้น พอๆ กับการดูแลรักษาชื่อเสียงของแบรนด์

  4. ข้อมูลที่น่าเชื่อถือและแม่นยำมากขึ้น

    นอกจากแนวโน้มความเปลี่ยนแปลงทางด้านพฤติกรรมการใช้งานอินเทอร์เน็ตแล้ว แนวโน้มสำคัญอีกอย่างหนึ่ง ที่น่าจะมีผลในการขับเคลื่อนการใช้งบประมาณสื่อดิจิตอลในปี 2011 คือ ความพร้อม ทางด้านข้อมูล ผลงานวิจัย ตั้งแต่ข้อมูลสถิติเว็บไซต์ และการใช้งานของแต่ละกลุ่มเป้าหมาย จากที่แต่ก่อนเราอ้างอิงจาก Truehits.net เป็นหลัก ในปี 2011 นี้ คนโฆษณาน่าจะมีทางเลือกมากขึ้นจากผู้ให้บริการใหม่ๆ เช่น Effective Measure รวมไปถึงรายงานวิจัยที่เกี่ยวข้องจากสำนักวิจัยต่างๆ เช่น TNS รวมถึงงานวิจัยของเอเยนซี่เองก็น่าจะเน้นส่วนที่เกี่ยวกับดิจิตอลมากขึ้นด้วยเช่นกัน เมื่อข้อมูลมีความน่าเชื่อถือ มากขึ้นแล้ว ความมั่นใจของนักการตลาด และเอเยนซี่ในการเลือกใช้สื่อก็จะมากขึ้นตาม ส่งผลต่อการเติบโตของสื่อดิจิตอลในปี 2011 ให้ แรง แม่น และถี่ ครับ

, , , ,

No Comments

เขาคุยกับเพื่อนอย่างไร เรา(นักการตลาด)อาจต้องทำอย่างนั้น

เราจะปฏิเสธไม่ได้เลยครับ ว่าในปัจจุบัน นักการตลาดไทยต่างเล็งเห็นถึงโอกาสในการใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ เป็นเครื่องมือในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายของสินค้าหรือบริการที่ตนเองดูแลอยู่ สังเกตได้จากกิจกรรมทางการตลาดต่างที่มีออกมาอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการสร้าง แฟนเพจ หรือทวิตเตอร์โปรไฟล์ บางแบรนด์ก็เริ่มลงทุนโฆษณาในเฟซบุ๊ค ในขณะที่บางแบรนด์ใช้วิธีจูงใจคนให้มากด Like ด้วยการแจกของฟรี เช่น Blackberry เป็นต้น ถึงกระนั้นก็ตาม ยังมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมาก ว่ากิจกรรมต่างๆที่นักการตลาดได้สร้างขึ้นนั้น มาถูกทางแล้วหรือยัง

ผมได้มีโอกาสศึกษาบางส่วนของรายงานพฤติกรรมผู้บริโภคออนไลน์ของไทย ซึ่งจัดทำโดย TNS* พบว่า อันที่จริงแล้วคนไทยเราค่อนข้างตื่นตัวกับการใช้งานสังคมออนไลน์ไม่น้อย เราใช้งานเว็บไซต์เครือข่ายสังคมอย่าง hi5 หรือ facebook อย่างน้อยประมาณ 15 ชม. ต่อสัปดาห์ มีเพื่อนออนไลน์เฉลี่ย 179 คน อย่างไรก็ตามเรายังค่อนข้างติดต่อกับแบรนด์สินค้าต่างๆ บนอินเทอร์เน็ตค่อนข้างน้อย โดยเฉลี่ยแล้วคนแต่ละคน จะติดต่อกับสินค้า หรือบริการผ่านอินเทอร์เน็ต แค่ 3.5 แบรนด์เท่านั้นเอง น่าคิดนะครับ ถ้าหากนักการตลาดปรับเปลี่ยนวิธีการทางการสื่อสารให้มีความเป็นมิตรมากขึ้น เหมือนกับเพื่อนติดต่อ พูดคุยกัน น่าจะทำให้ผู้บริโภคออนไลน์ไทย ชอบมากขึ้นได้เช่นกัน

ผมจึงขอแนะนำให้ลองพิจารณาดูกันอีกทีครับ ว่า “เพื่อนที่ดี” เขาปฏิบัติอย่างไร และขอแนะนำให้นำมาประยุกต์ใช้กับแผนงานการสื่อสารการตลาดครับ

  1. เป็นผู้ฟังที่ดี ก่อนจะเริ่มโฆษณา ประชาสัมพันธ์สินค้า ต้องรู้จักฟังก่อนครับ เพื่อจะได้เข้าใจว่าลูกค้าคิดอะไรอยู่ หรืออย่างกรณีที่มีคนมาต่อว่าสินค้าเรา เราควรต้องตอบ หรืออย่างน้อยบอกให้เขารู้โดยเร็วว่าเรารู้แล้ว เพื่อให้เรารู้ว่าเราฟังเขาอยู่ตลอดเวลา
  2. มีความจริงใจ ห้ามโกหก ห้ามกุ หรือแต่งเรื่อง เราควรเล่าถึงจุดดีหรือ ประโยชน์ของสินค้า หรือบริการของเราที่มีต่อลูกค้า สร้างคุณค่าให้แก่ลูกค้าได้
  3. ทำให้เรายิ้ม / หัวเราะได้ บางครั้งอาจต้องมีเรื่องสนุกสนาน หรือสร้างความประหลาดใจ (ในทางที่ดี) เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกชอบ และมีความสุขกับเรา อาจทำได้โดยผ่านงานโฆษณาเชิงขบขัน หรือ การให้ส่วนลด ของขวัญ ของกำนัลต่างๆ หรือแม้แต่สิ่งเล็กน้อยเช่นการกล่าวถึง คำพูด คติ ที่มีประโยชน์ หรือ น่ารัก สามารถสร้างรอยยิ้มได้
  4. มีช่วงเวลาที่ดีร่วมกันเสมอ ในแต่ละปี มีช่วงเทศกาลที่คนไทยมักจะมีความสุข เฉลิมฉลอง สินค้าและบริการที่ไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมเหล่านี้ น่าจะได้ประโยชน์ (เปรียบเหมือนการเข้าไปคุยกับใครสักคน ในขณะที่เขากำลังอารมณ์ดี)
  5. ให้ความช่วยเหลือ สนับสนุน ฟังปัญหาของลูกค้า ช่วยเหลือลูกค้าในกรณีที่เขาต้องการข้อมูล หรือคำแนะนำ หรือบริการหลังการขาย ในทุกๆ กรณี เพราะเพื่อนที่ดีจริงๆ มักให้ความช่วยเหลือโดยไม่เกี่ยงว่า เรื่องนั้นๆ เป็นความรับผิดชอบของตนเองหรือเปล่า

บางครั้ง ขอไม่เป็นเพื่อนได้ไหม …. แน่นอนว่าการที่ลูกค้าเห็นเราเป็นเพื่อน เป็นเรื่องที่ดีแน่นอนครับ อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ ระหว่างแบรนด์ของเรากับลูกค้านั้น ควรจะถูกจำกัดรูปแบบไว้แค่ความสัมพันธ์แบบเพื่อนเท่านั้นหรือเปล่า ก็ไม่แน่นะครับ ลองคิดถึงน้องๆ ม.ต้นที่วันนี้อาจต้องการคำแนะนำจากพี่สาว ม.ปลาย เกี่ยวกับการแต่งตัว หรือแต่งหน้า หรือ เจ้าของธุรกิจขนาดเล็กๆ ที่มุ่งหวังจะได้รับคำแนะนำจากนักลงทุน หรือเจ้าของธุรกิจมืออาชีพ น่าคิดนะครับ แบรนด์ของเรา แม้ไม่ใช่เพื่อน แต่ก็อาจเลือกวางตัว และสร้างความสัมพันธ์ในรูปแบบอื่นๆ กับลูกค้าและกลุ่มเป้าหมายในแบบที่เขาต้องการได้เช่นกันครับ

, , ,

No Comments

KRENGJAI and NUMJAI: A REFLECTION OF THAI SOCIAL MEDIA

Mid September 2010, Thai internet users have watched, shared, and criticized one clip posted on Youtube. A university professor who cannot resist the impolite habit of her student slammed his Blackberry to the floor. With a mix of and positive feedbacks, the clip was a massive hit, 1 million views in just a week. Right after then, it was revealed that the clip was actually a teaser promote new burger.

BB Clip

There are 2 aspects of Krengjai we could extracted from the ad, one is that the professor may be too Krengjai to tell her student to stop BBMing, until she went exceed her limit. Another is that the student in the clip is not Krengjai his professor at all, and that made a lot of people share this clip forward so their friends can see how someone should be penalized omitting Krengjai, which is still important for Thai culture.

A lot of marketers and advertisers tried hard to create an impactful viral clip, obviously this case demonstrates how easy it is to gain popularity if we start from something hidden in consumers’ mind. They may rarely say it out, but if someone do it for them, they will just pick it up and share it forward, immediately and to many people as possible. This looks very common for Thais Krengjai, not speak it out but ready to amplify the case.

It is also very interesting to monitor and see how this Krengjai culture will change into the future. We obviously see a lot of Thai people keep their mouth shut and provide no verbal comments or feedback to the customer service  officers, and later on anonymously posting their comments over the Internet. This definitely add one more line into marketers’ to-do list, to continuously monitor product and brand reputation over web forums and social media.

Besides, Krengjai, we spotted another Thai culture while monitoring the trending topics from Thai Twitter users. In the past one month, #Thaiflood is our most-used hash-tag, approximately four times more than the second-rank #Ch3.  This could reflect another angle of Thai behavior called  power of “Numjai”


, , ,

No Comments