Archive for August, 2012

การบริหารเงินสำหรับคนเงินเดือน 15,000 บาท

ช่วงหลังๆ มานี้ผมได้มีโอกาสให้คำปรึกษา น้องๆ ที่รู้จักกันหลายคน เกี่ยวกับการบริหารเงินครับ วันนี้พอมีแรง เลยขอเล่าให้ฟังสักหน่อย ขอเริ่มที่คนทำงานกินเงินเดือน มีรายได้ 15,000 บาทก่อน สาเหตุที่เริ่มที่ 15,000 บาทเพื่อให้พ้องกับเงินเดือนขั้นต่ำสำหรับคนจบ ป. ตรี ที่ได้ยินกันมาอย่างหนาหูครับ ก่อนจะอ่านรายละเอียดต่อไป ผมขอบอกก่อนว่า สิ่งที่ผมจะเขียนนี้ เป็นแนวความคิดของผมเอง แต่ละคนอาจมีข้อจำกัด หรือค่าใช้จ่ายประจำอื่นๆ ที่ต่างไปจากนี้ ก็ขอเชิญประยุกต์เอาตามชอบใจครับผม

ก่อนอื่น สำหรับคนที่มีเงินเดือน 15,000 บาท ขอให้ตั้งกฎกับตัวเองดังนี้ครับ

ไม่เป็นหนี้ ไม่เป็นหนี้ ไม่เป็นหนี้

สาเหตุที่ต้องตั้งกฎแบบนี้ เพราะสมัยนี้ สิ่งยั่วตายั่วใจมันเยอะเหลือเกิน ทั้งเรื่องกิน เที่ยว shopping แถมธนาคารต่างๆ ก็ยังอนุมัติบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล ฯลฯ ให้เราอย่างง่ายดาย ผมเขียนแบบนี้เพราะเป็นคนหนึ่งที่เคยติดหนี้บัตรเครดิตมาก่อน เต็มวงเงิน 2 ใบ ใบละ 45,000 บาท (15 ปีที่แล้ว สมัยโน้นดอกเบี้ยประมาณ 27% หรือ 29% จำไม่ได้) สุดท้าย แก้ไม่ออก คุณพ่อรู้เข้า มาปลดหนี้ให้ แล้วก็ทำงานใช้พ่อ เคยมีน้องบางคนบอกว่า คุณพ่อคุณแม่ทราบเรื่อง แล้วก็บอกว่าหนี้ตัวเอง ต้องไปใช้เอง รับผิดชอบเอง เป็นแนวคิดแบบหนึ่งครับ ส่วนคุณพ่อผมคิดต่างออกไป ท่านบอกว่าจะไปเสียดอกให้ธนาคารทำไม ถ้าอยากรับผิดชอบให้มาผ่อนพ่อแทน จ่ายดอกให้พ่อก็ได้ เงินทองไม่รั่วไหลอยู่ภายในครอบครัว และลองคิดจริงๆ คุณพ่อผมเอาเงินไปลงทุนอื่นๆ ก็ยากจะได้ผลตอบแทน 27%-29% นะ

อย่างไรก็ตาม เจ้าดอกเบี้ยบัตรเครดิตที่เสียไป สำหรับผม มันเป็นเรื่องรองครับ เรื่องหลักจริงๆ ในมุมมองผมคือ การติดหนี้ ทำให้เราเสียสมาธิ พะวักพะวง ต้องคอยเอานู้นมาโปะเงินนี้ บัตรโน้นมาโปะบัตรนี้ สินเชื่อนี้ไปแปะอันนั้น วันๆ ไม่ต้องทำอะไรเพราะต้องมาบริหารหนี้ ชักหน้าไม่ถึงหลังเช่นนี้ สมาธิที่เสียไป มีผลอย่างยิ่งยวดกับการทำงาน คนเงินเดือน 15,000 เพิ่งเริ่มทำงานผมบอกได้เลยว่า ถ้าตั้งหลักกับการทำงานได้ดี ไม่ต้องวอกแวกเรื่องอื่น แต่ใช้สมาธิกับงาน ดูว่าเราชอบงานหรือเปล่า ความถนัดเราตรงกับงานที่ทำไหม ถ้าตั้งลำได้แล้ว ฝึกฝนพัฒนาทักษะ ให้ทำงานได้เก่ง ได้เร็ว ได้ครบถ้วน เราจะได้ขยับขึ้นไปในกลุ่มเงินเดือนที่สูงกว่าได้เร็วครับ พอเงินเดือนสูงขึ้นอีกหน่อย เราก็มีเงินใช้จ่ายได้มากขึ้นเอง อย่าไปเสียสมาธิเพราะหนี้ที่เราก่อ

เอาล่ะ นอกจากไม่เป็นหนี้ ผมแนะนำการบริหารเงินดังนี้ครับ ดูรูปประกอบด้วยก็ได้ครับ เรียงตามลำดับก่อนหลัง

  1. เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ – ถ้าบริษัทของเรามี ผมแนะนำให้ทุกๆคน เลือกให้เขาหักสูงสุดครับ อาจจะ 3% หรือ 5% ก็สุดแท้แต่ สิ่งที่สำคัญคือ เขาหักไป บริษัทจะสมทบให้อีกเท่ากัน เช่นหักไป 3% หรือ 450 บาท บริษัทจะสมทบให้อีก 450 บาท แต่ถ้าให้หัก 5% 750 บาท เราก็ได้อีก 750 บาท เพราะฉะนั้น ยิ่งให้หักมาก เรายิ่งได้เงินมากครับ ส่วนนี้เป็นส่วนเงินออมแรกเลยที่ควรให้หักไปครับ นอกจากได้สมทบเยอะ ยังช่วยเราออมเงินได้อีกด้วย ส่วนประกันสังคม ไม่ต้องพูดถึง เพราะโดนหักอยู่แล้วอัตโนมัติ
  2. เงินออม / ให้พ่อแม่ – คนที่ต้องให้พ่อแม่ ส่วนใหญ่จะหักให้ไปก่อนอยู่แล้ว แต่เจ้าเงินออมเนี่ยสิครับ หลายๆ คน เอาไว้ทีหลัง คือมีเหลือเท่าไรค่อยเก็บ ซึ่งผมบอกได้เลยว่า มันจะไม่เหลือ … เพราะฉะนั้นถ้าอยากออมเงินจริง เงินเดือนออกปุ๊บให้รีบหยอดกระปุกเลยครับ แนะนำให้หาบัญชีฝากประจำ แบบสะสมเท่ากันทุกเดือน จะได้ดอกเบี้ยสูงหน่อยด้วยครับ (ผมยังไม่แนะนำการลงทุนอื่นๆในขั้นนี้ เพราะเงินมันยังน้อยอยู่ครับ ลงทุนไปก็ปวดหัวต้องมาคอยเป็นห่วงว่าเงินลงทุนไปถึงไหนแล้ว เสียสมาธิกับการทำงานอีก)
  3. ค่าใช้จ่ายประจำ – ตรงนี้ล่ะครับ บอกได้เลยว่าคน กทม. ที่อยู่กับครอบครัว กับคน ตจว. ที่มาเช่าห้องอยู่ ค่าใช้จ่ายต่างกันฟ้ากับเหวครับ คนอยู่หอ เดือนหนึ่งโดนประมาณ 5,000 แน่ๆ ค่าใช้จ่ายนี้ ถ้าลดได้ ผมแนะนำให้ลด เช่น ค่าหอ ให้หา รูมเมทมาแชร์ คิดง่ายๆ ค่าหอ 4,000 ถ้าได้รูมเมทมาแชร์ครึ่งหนึ่ง เราจะมีเงินไว้เก็บ หรือไว้ใช้อีก 2,000 ต่อเดือนแน่ะ ทีนี้ถ้าใครบอกไม่เอาชอบความเป็นส่วนตัว ก็ให้ลองคิดดูว่า ค่าความเป็นส่วนตัว คุ้มกับ 2,000 ต่อเดือนหรือเปล่า ส่วนค่าน้ำค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ 1,500 คงไม่ต้องบอก ประหยัดได้ก็ประหยัด มันก็จะลดลงไปเองครับ ส่วนค่าเดินทาง ผมเอามาอยู่หมวดเดียวกัน เพราะผมว่าตรงนี้ มันควรคิดคำนวณด้วยกันเป็นภาพรวมครับ เช่น ถ้าเรายอมจ่ายค่าหอแพงหน่อย เพื่อให้อยู่ใกล้ที่ทำงานขึ้น ประหยัดค่าเดินทาง สุทธิแล้ว ค่าใช้จ่ายเท่าๆ กัน แน่นอนเราอยู่ใกล้ที่ทำงานย่อมดีกว่าครับ นี่ยังไม่รวม เวลาเดินทางที่จะใช้น้อยลง ซึ่งจะช่วยลดความเหนื่อยล้า และเพิ่มพลังในการทำงานอีกนะครับ ความเห็นผม อยู่ใกล้ที่ทำงาน ถ้ารวมค่าเดินทางกับค่าหอแล้วต่างกันไม่มาก อยู่ใกล้ดีกว่าครับ มีเวลา สมาธิ ในการทำงาน หรือแม้กระทั่งจะเอาเวลาว่างมาหารายได้เสริมได้อีกด้วย สำหรับคนที่ไม่ต้องจ่ายค่าหอ ผมขอให้มองเพื่อนๆ ที่มีภาระค่าหอครับ ถ้าเขาอยู่ได้ เราก็ต้องอยู่ได้ เงินส่วนต่างตั้ง 4,000 บาทนั้น ผมแนะนำให้ออมมากขึ้นสัก 1,000-2,000 ต่อมาดูว่ามีวิธีไหนไหมที่จ่ายค่าเดินทางมากขึ้นอีกหน่อย แต่ประหยัดเวลาเดินทางได้ เช่น เปลี่ยนจาก รถเมล์เป็นรถไฟฟ้า หรือพี่วินฯ เก็บพลังงานเราไว้ใช้ในการทำงานครับ สุดท้ายที่เหลือก็เอาไปกิน เที่ยวตามใจชอบครับ
  4. ค่าข้าว ค่าน้ำ – รวมอยู่ด้วยกันครับ คำแนะนำคือ พยายามควบคุมค่าใช้จ่ายรายวันนี้ให้อยู่ในงบ พึงระลึกไว้ว่า เงินที่เหลือถัดไปจากก้อนนี้ คือ งบ shopping และเที่ยวแล้วครับ ถ้าประหยัดตรงนี้ได้ จะมีเงินเหลือให้ช้อป กินดื่มได้มากขึ้น สำหรับคนเงินเดือนเริ่มต้น ผมแนะนำให้ห่างไกลสิ่งเหล่านี้ครับ
    • กาแฟ ชานมไข่มุก แก้วละ 40 บาท ถึง 140 บาท ไว้รวยแล้วค่อยกินครับ กินกาแฟฟรีใน office ไปก่อน ถ้าเรากินกาแฟแก้วละ 50 ทุกวัน 20 วันต่อเดือน จะเป็นเงิน 1,000 บาทครับ มีค่าเท่ากับ ปาร์ตี้มันส์ๆ 1 ครั้ง บวกกับเสื้อผ้า แพลตตินัม 2 ชิ้นขึ้นไป อีกตัวเลือกหนึ่งที่ใช้แก้ง่วง แทนกาแฟ ได้ ผมแนะนำ หมากฝรั่งครับ 1 กล่อง 10 บาท มี 9 เม็ด กินได้ 2 วัน เฉลี่ยวันละ 5 บาท แก้ง่วงได้ แถมยังเพิ่มออกซิเจนให้สมองด้วยครับ
    • บุหรี่ ทั้งทำร้ายสุขภาพและกระเป๋าสตางค์
    • อาหารกลางวันมื้อแพงๆ ถ้าไปกินกับพี่ๆ ที่ทำงาน ให้พี่ๆ มันจ่ายไปครับ ถ้าพี่ไม่เลี้ยง วันหลังไม่ต้องไปกิน เราเงินเดือน 15,000 พี่เงินเดือน 50,000 การใช้ชีวิตไม่เหมือนกันอยู่แล้ว จะให้ไปกินแพงๆ มื้อละ 100-200 ขึ้นไป พี่ต้องเลี้ยง!

สุดท้ายคือเงินเหลือ เที่ยว shopping – เคล็ดลับของเรื่องนี้ คืออย่างนี้ครับ

คนทั่วไป มักจะเที่ยว shopping ตอนต้นเดือน ทันทีที่เงินเดือนออก แล้วพอปลายเดือนค่อยกินแกลบ

ผมแนะนำกลับกัน เงินเดือนออกปั๊บ

ออมก่อน ใช้จ่ายประจำก่อน แล้วเหลือเท่าไหร่ ตอนปลายเดือน ค่อยเที่ยว ค่อย shop เท่านั้น

สมมติเงินเดือนออกวันที่ 31 แทนที่จะ shop วันที่ 31, 1, 2, 3 เราหันมา shop วันที่ 30 แทนดีกว่าครับ ใช้ให้มันหมดไปเลยก็ได้ เพราะวันรุ่งขึ้นเงินใหม่จะมาแล้ว เป็นวัยรุ่นมันต้องเที่ยวต้อง shop บ้าง อย่าไปฝืน อย่าไปทำให้ชีวิตมันลำบากยากแค้นมากนัก หาความสุขความสบายใส่ตัวบ้าง เพื่อให้เราไม่รู้สึกกดดันกับชีวิตและการเงิน และเราจะมีสมาธิกับการทำงานได้อย่างเต็มที่ครับ

สุดท้าย ดูจากตาราง เราจะเห็นได้ว่า เฮ้ย จำนวนวันในแต่ละเดือนมีความสำคัญนะ เห็นอย่างนี้เราคงรักเดือน กุมภาฯ เพิ่มขึ้นอีก และเราคงรักเดือนที่มี 30 วันมากกว่า เดือนที่มี 31 วัน มากขึ้นอีกหน่อย ขอให้สนุกกับการบริหารเงินครับ

48 Comments

ชีวิตคู่

ด้วยเหตุผลกลใดไม่ทราบได้ ช่วงนี้ทั้ง เพื่อน และศิลปินที่ติดตามใน instagram อัพโหลดรูปจากร้าน Audrey cafe ทองหล่อ ซอย 11 บ่อยเหลือเกิน เหมือนเป็นการเตือนให้ผมมาเขียน Note ฉบับนี้ ตามความตั้งใจตั้งแต่เืมื่อ 3 เดือนที่แล้ว

9 พ.ค. 2555 ผมไปร้าน Audrey เป็นครั้งแรก เพื่อร่วมแสดงความยินดีกับคู่บ่าวสาว

เจ้าสาว และผมเคยทำงานด้วยกันอยู่หลายปี เป็นน้องสาวที่เก่ง และตั้งใจทำงานมากๆ เลยคนหนึ่ง ตั้งแต่อยู่ในวงการนี้มา

วันนั้นคู่บ่าวสาวให้เกียรติผม และพี่ชายในวงการอีกท่านหนึ่ง ได้กล่าวอะไรบ้างเล็กน้อย

ต้องขอบคุณที่บอกล่วงหน้า เพราะมันทำให้ผมมีเวลาคิด ว่าจะพูดอะไร

ไอเดียแรกคือ สิ่งที่พูดในงานนี้จะต้อง ง่าย และ เรียบ ด้วยสองเหตุผลคือ เหตุผลแรกคือ งานเขาจัดเรียบๆ สิ่งที่พูดจะได้เข้าธีม ส่วนเหตุผลที่สองคือ ช่วงก่อนงานมานี้ คนที่รู้จักหลายคนมาปรึกษาปัญหาชีวิตคู่ จึงอยากประมวลเอาประสบการณ์ส่วนตัวเท่าที่มี มาเป็นข้อความง่ายๆ ที่เผื่อคู่บ่าวสาวจะเอาไปใช้ได้บ้าง

ผมแชร์ไปสองเรื่อง คิดว่าเป็นสองเรื่องที่น่าจะทำให้ชีวิตคู่นั้นยืนยาว

เรื่องแรก : ความเข้าใจในความต่าง – แน่นอนว่าคู่สมรสส่วนใหญ่ ได้ผ่านการสถานะ “แฟน” กันมาก่อนแล้ว เพราะฉะนั้น เรื่องนิสัยใจคอ ความชอบส่วนตัว ฯลฯ ย่อมต้องรู้จัก รู้ใจกันมามาก และย่อมตัดสินใจกันดีแล้วกว่าจะตกลงแต่งงานกัน แต่สิ่งที่ยังรออยู่หลังวันแต่งงานนั้น มีอะไรเพิ่มขึ้นไปอีก

สำหรับคนที่ไม่เคยอยู่ก่อนแต่ง ความท้าทายแรกคือการใช้ชิวิตอยู่ด้วยกัน ตอนเป็นแฟนส่วนใหญ่เจอกันนอกบ้าน ตกดึกกลับไปนอนบ้านใครบ้านมัน เพราะฉะนั้นชีวิต “ที่บ้าน” ที่จะต้องใช้ร่วมกันเป็นสิ่งใหม่ สิ่งสำคัญที่ สามีภรรยา อาจต้องเข้าใจก่อน คือเราสองคนต่างมาจากพื้นฐานครอบครัวที่ต่างกัน เลี้ยงดู และใช้ชีวิตกันมาคนละแบบ เกินกว่า 20-30 ปี ความคิด ความเชื่อ การตัดสินว่าอะไรถูกหรือผิด ย่อมต่างกัน ตัวอย่างที่ผมยกในงานวันนั้น เช่น เติมน้ำมันรถต้องดับเครื่องหรือไม่ เดินออกจากบ้านไปในสวนต้องปิดประตูบ้านหรือไม่ นี่ยังไม่รวมกับเรื่องอื่นๆ จิปาถะ สำหรับคนไม่เคยใช้ ห้องนอนเดียวกัน เตียงเดียวกัน ห้องน้ำเดียวกัน ตู้เย็นเดียวกัน ฯลฯ ด้วยความต่างของชีวิตแต่ละคน จึงทำให้มีหลายครั้งที่คนสองคนจะมีความเห็นไม่ตรงกัน เช่น เดินออกจากบ้านไปในสวน บางบ้านมีหลักปฏิบัติว่าให้ปิดประตูทุกครั้ง เดี๋ยวยุงเข้า ส่วนอีกบ้านมีหลักว่า ไม่ต้องปิด เพราะออกไปแป๊บเดียวจะเปิดปิดบ่อยๆ ทำไม บางบ้านตั้งแต่เด็กจนโต นอนเปิดแอร์ถึงตีสามก็ลุกมาปิดเพื่อประหยัดไฟ ส่วนอีกบ้านเปิดกันยันเช้าเดี๋ยวไม่เย็น ความเห็นต่างเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้หากไม่เข้าใจว่าทำไม ถึงคิดไม่เหมือนกัน และพยายามจะเปลี่ยนให้อีกฝ่ายเป็นเหมือนตัวเอง อาจเป็นชนวนนำไปสู่การทะเลาะเบาะแว้งได้ง่ายๆ

ส่วนคนที่เคยอยู่ก่อนแต่งมาก่อนแล้ว ใช่ว่าจะไม่มีปัญหาเรื่องนี้ เพราะการใช้ชีวิตคู่ ไม่ใช่เพียงเรื่องปัจจุบัน แต่มันเลยไปถึงเรื่องอนาคต ตอนเป็นแฟนกันอยู่ด้วยกัน อะไรหลายๆ อย่างที่ทำ เป็นเรื่องเฉพาะหน้า ปัจจุบันทั้งสิ้น เช่น แอร์ที่ห้องเสีย หรือ ไข่ในตู้เย็นหมดใครจะรับผิดชอบเป็นต้น แต่เมื่อสร้างครอบครัวกันแล้ว มีหลายเรื่องที่อาจต้องทำด้วยกัน เช่น ช่วยกันเก็บเงิน พอมีเงินแล้วจะไปทำอะไร ซื้อหุ้น ซื้อรถคันใหม่ ซื้อคอนโดในเมือง ฯลฯ การต้องตัดสินใจร่วมกันในเรื่องเหล่านี้ หากโชคดีคิดตรงกันก็ง่ายไป แต่หากคิดไม่เหมือนกันแล้ว การทำความเข้าใจความเห็นของอีกฝ่าย เป็นเรื่องสำคัญมาก

เราเคยได้ยินบ่อยๆ ว่าเป็นแบบนี้ให้ “ปรับตัวเข้าหากัน” วิธีนี้ก็ดีครับ ถ้าทั้งสองฝ่าย หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยอมปรับตัว เรื่องก็ง่าย แต่บางครั้งเราจะเจอสถานการณ์ที่ว่า ใครจะปรับหาใครก่อน อยู่บ่อยๆ ผมจึงเสนออีกวิธีหนึ่งคือ ไม่ต้องมีใครปรับ แต่แค่เข้าใจว่าเราคิดไม่เหมือนกัน ผมสังเกตผู้ใหญ่หลายท่าน เวลาให้โอวาท มักบอกว่าเวลามีปัญหาให้ สงบปากสงบคำ ท่านคงไม่ได้หมายถึงไม่ให้พูดกันเลย แต่ในหลายครั้ง ความยับยั้งชั่งใจ ไม่พูดทุกอย่างที่คิด ทำให้เรามีเวลาตรึกตรอง และทำความเข้าใจในเรื่องราวต่างๆ มากขึ้น จนทำให้เห็นว่าเรื่องเล็กบางเรื่อง แม้เราจะไม่เห็นด้วย แต่ก็ไม่จำเป็นต้องแย้ง หรือค้านเสมอไป ก็แค่ “ช่างมัน” ไปครับ แต่ต้องช่างจริงๆ นะ อย่าเก็บไปคิดติดใจเอาความภายหลัง

การเข้าใจความต่าง และยอมรับความต่างทางความคิดนี้ จึงน่าจะช่วยลดโอกาสในการทะเลาะเบาะแว้ง มีปากเสียงกันได้ครับ

เรื่องที่สอง : ความเชื่อ – ในที่นี้ผมหมายถึง ความเชื่อในชีวิตสมรส ว่าจะอยู่ยั้งยืนยงไปได้เป็นอย่างดี เพราะในชีวิตจริง แม้ว่าจะพยายามปรับตัวกันอย่างไร แต่อย่างโบราณท่านว่า อยู่ใกล้กัน เหมือนลิ้นกับฟันก็ย่อมทะเลาะกันได้บ้าง บางครั้งมีปากเสียงรุนแรง ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจคิดเลยเถิดไปถึงว่า เอ๊ะ นี่เราตัดสินใจผิดหรือเปล่า ที่มาแต่งงานกับคนนี้

ตรงนี้ล่ะครับที่ ความเชื่อ จะมีส่วนสำคัญเป็นอย่างมาก ถ้าเรา เชื่อ และเชื่ออย่างสนิทใจ ว่าเราได้ตัดสินใจถูกแล้ว และปัญหาต่างๆ ที่เราเจออยู่ในขณะนี้ เป็นเพียงอุปสรรคอย่างหนึ่งของชีวิตคู่ แต่ไม่ว่าอย่างไร ณ ปลายทาง เราก็ยังอยู่ด้วยกัน สร้างครอบครัว ใช้ชีวิตบั้นปลายร่วมกันอยู่ดี ความเชื่อนั้นจะนำพาเราผ่านพ้นเรื่องยากๆ ปัญหาใหญ่ๆ ไปได้

มาถึงจุดนี้ บางคนอาจไม่เห็นด้วยกับผม หากชิวิตคู่ไม่มีความสุข ต้องทนทุกข์ทรมาณอยู่ทุกวัน จะอยู่ไปทำไม เลิกเสียดีกว่า แล้วไปเริ่มต้นใหม่ อย่างไรก็ได้ขอให้พ้นจากจุดนี้ไป นี่ล่ะครับ คือเรื่องของความเชื่อ ชีวิตไม่เคยมีอะไรง่าย ยิ่งชีวิตคู่ก็ยิ่งไม่มีอะไรง่าย หากเป้าหมายของเราคือการใช้ชีวิตคู่ต่อไปจนแก่เฒ่า ความเชื่อนี้สำคัญ ไม่ว่าจะเกิดอะไร อย่างไร เราจะไม่เลิกราต่อกัน เราจะพยายามแก้ไขปัญหาต่างๆ ด้วยกัน แต่ถ้าเป้าหมายของเราคือการใช้ชีวิตส่วนตัวให้มีความสุขที่สุด ไม่ว่ามันจะเป็นชีวิตคู่หรือไม่ก็ตาม อันนั้นก็สิทธิ์ของเราครับ จะเลือกแบบไหนก็สุดแท้แต่ ไม่มีใครมาห้าม มากะเกณฑ์เราได้ อย่างไรก็ตาม ความเชื่อในชีวิตสมรสที่ผมพูดถึงนี้จะให้ดีต้องมาจากทั้งสองฝ่าย เพราะถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหมดความเชื่อและตัดสินใจเดินจากไป อีกฝ่ายก็คงทำอะไรไม่ได้และชีวิตคู่ก็คงจบลง

โดยสรุป ความเชื่อในชีวิตสมรส จะช่วยลดโอกาสในการเลิกรา แม้ว่าจะมีการทะเลาะเบาะแว้งกันรุนแรง อย่างใด เพียงไรก็ตามครับ

ขอวาดเป็นแผนผังสรุปครับ ความเข้าใจ + ความเชื่อ ทำให้ชีวิตสมรสยืนยาวได้ครับ ขอบคุณครับ

3 Comments