ชีวิตคู่


ด้วยเหตุผลกลใดไม่ทราบได้ ช่วงนี้ทั้ง เพื่อน และศิลปินที่ติดตามใน instagram อัพโหลดรูปจากร้าน Audrey cafe ทองหล่อ ซอย 11 บ่อยเหลือเกิน เหมือนเป็นการเตือนให้ผมมาเขียน Note ฉบับนี้ ตามความตั้งใจตั้งแต่เืมื่อ 3 เดือนที่แล้ว

9 พ.ค. 2555 ผมไปร้าน Audrey เป็นครั้งแรก เพื่อร่วมแสดงความยินดีกับคู่บ่าวสาว

เจ้าสาว และผมเคยทำงานด้วยกันอยู่หลายปี เป็นน้องสาวที่เก่ง และตั้งใจทำงานมากๆ เลยคนหนึ่ง ตั้งแต่อยู่ในวงการนี้มา

วันนั้นคู่บ่าวสาวให้เกียรติผม และพี่ชายในวงการอีกท่านหนึ่ง ได้กล่าวอะไรบ้างเล็กน้อย

ต้องขอบคุณที่บอกล่วงหน้า เพราะมันทำให้ผมมีเวลาคิด ว่าจะพูดอะไร

ไอเดียแรกคือ สิ่งที่พูดในงานนี้จะต้อง ง่าย และ เรียบ ด้วยสองเหตุผลคือ เหตุผลแรกคือ งานเขาจัดเรียบๆ สิ่งที่พูดจะได้เข้าธีม ส่วนเหตุผลที่สองคือ ช่วงก่อนงานมานี้ คนที่รู้จักหลายคนมาปรึกษาปัญหาชีวิตคู่ จึงอยากประมวลเอาประสบการณ์ส่วนตัวเท่าที่มี มาเป็นข้อความง่ายๆ ที่เผื่อคู่บ่าวสาวจะเอาไปใช้ได้บ้าง

ผมแชร์ไปสองเรื่อง คิดว่าเป็นสองเรื่องที่น่าจะทำให้ชีวิตคู่นั้นยืนยาว

เรื่องแรก : ความเข้าใจในความต่าง – แน่นอนว่าคู่สมรสส่วนใหญ่ ได้ผ่านการสถานะ “แฟน” กันมาก่อนแล้ว เพราะฉะนั้น เรื่องนิสัยใจคอ ความชอบส่วนตัว ฯลฯ ย่อมต้องรู้จัก รู้ใจกันมามาก และย่อมตัดสินใจกันดีแล้วกว่าจะตกลงแต่งงานกัน แต่สิ่งที่ยังรออยู่หลังวันแต่งงานนั้น มีอะไรเพิ่มขึ้นไปอีก

สำหรับคนที่ไม่เคยอยู่ก่อนแต่ง ความท้าทายแรกคือการใช้ชิวิตอยู่ด้วยกัน ตอนเป็นแฟนส่วนใหญ่เจอกันนอกบ้าน ตกดึกกลับไปนอนบ้านใครบ้านมัน เพราะฉะนั้นชีวิต “ที่บ้าน” ที่จะต้องใช้ร่วมกันเป็นสิ่งใหม่ สิ่งสำคัญที่ สามีภรรยา อาจต้องเข้าใจก่อน คือเราสองคนต่างมาจากพื้นฐานครอบครัวที่ต่างกัน เลี้ยงดู และใช้ชีวิตกันมาคนละแบบ เกินกว่า 20-30 ปี ความคิด ความเชื่อ การตัดสินว่าอะไรถูกหรือผิด ย่อมต่างกัน ตัวอย่างที่ผมยกในงานวันนั้น เช่น เติมน้ำมันรถต้องดับเครื่องหรือไม่ เดินออกจากบ้านไปในสวนต้องปิดประตูบ้านหรือไม่ นี่ยังไม่รวมกับเรื่องอื่นๆ จิปาถะ สำหรับคนไม่เคยใช้ ห้องนอนเดียวกัน เตียงเดียวกัน ห้องน้ำเดียวกัน ตู้เย็นเดียวกัน ฯลฯ ด้วยความต่างของชีวิตแต่ละคน จึงทำให้มีหลายครั้งที่คนสองคนจะมีความเห็นไม่ตรงกัน เช่น เดินออกจากบ้านไปในสวน บางบ้านมีหลักปฏิบัติว่าให้ปิดประตูทุกครั้ง เดี๋ยวยุงเข้า ส่วนอีกบ้านมีหลักว่า ไม่ต้องปิด เพราะออกไปแป๊บเดียวจะเปิดปิดบ่อยๆ ทำไม บางบ้านตั้งแต่เด็กจนโต นอนเปิดแอร์ถึงตีสามก็ลุกมาปิดเพื่อประหยัดไฟ ส่วนอีกบ้านเปิดกันยันเช้าเดี๋ยวไม่เย็น ความเห็นต่างเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้หากไม่เข้าใจว่าทำไม ถึงคิดไม่เหมือนกัน และพยายามจะเปลี่ยนให้อีกฝ่ายเป็นเหมือนตัวเอง อาจเป็นชนวนนำไปสู่การทะเลาะเบาะแว้งได้ง่ายๆ

ส่วนคนที่เคยอยู่ก่อนแต่งมาก่อนแล้ว ใช่ว่าจะไม่มีปัญหาเรื่องนี้ เพราะการใช้ชีวิตคู่ ไม่ใช่เพียงเรื่องปัจจุบัน แต่มันเลยไปถึงเรื่องอนาคต ตอนเป็นแฟนกันอยู่ด้วยกัน อะไรหลายๆ อย่างที่ทำ เป็นเรื่องเฉพาะหน้า ปัจจุบันทั้งสิ้น เช่น แอร์ที่ห้องเสีย หรือ ไข่ในตู้เย็นหมดใครจะรับผิดชอบเป็นต้น แต่เมื่อสร้างครอบครัวกันแล้ว มีหลายเรื่องที่อาจต้องทำด้วยกัน เช่น ช่วยกันเก็บเงิน พอมีเงินแล้วจะไปทำอะไร ซื้อหุ้น ซื้อรถคันใหม่ ซื้อคอนโดในเมือง ฯลฯ การต้องตัดสินใจร่วมกันในเรื่องเหล่านี้ หากโชคดีคิดตรงกันก็ง่ายไป แต่หากคิดไม่เหมือนกันแล้ว การทำความเข้าใจความเห็นของอีกฝ่าย เป็นเรื่องสำคัญมาก

เราเคยได้ยินบ่อยๆ ว่าเป็นแบบนี้ให้ “ปรับตัวเข้าหากัน” วิธีนี้ก็ดีครับ ถ้าทั้งสองฝ่าย หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยอมปรับตัว เรื่องก็ง่าย แต่บางครั้งเราจะเจอสถานการณ์ที่ว่า ใครจะปรับหาใครก่อน อยู่บ่อยๆ ผมจึงเสนออีกวิธีหนึ่งคือ ไม่ต้องมีใครปรับ แต่แค่เข้าใจว่าเราคิดไม่เหมือนกัน ผมสังเกตผู้ใหญ่หลายท่าน เวลาให้โอวาท มักบอกว่าเวลามีปัญหาให้ สงบปากสงบคำ ท่านคงไม่ได้หมายถึงไม่ให้พูดกันเลย แต่ในหลายครั้ง ความยับยั้งชั่งใจ ไม่พูดทุกอย่างที่คิด ทำให้เรามีเวลาตรึกตรอง และทำความเข้าใจในเรื่องราวต่างๆ มากขึ้น จนทำให้เห็นว่าเรื่องเล็กบางเรื่อง แม้เราจะไม่เห็นด้วย แต่ก็ไม่จำเป็นต้องแย้ง หรือค้านเสมอไป ก็แค่ “ช่างมัน” ไปครับ แต่ต้องช่างจริงๆ นะ อย่าเก็บไปคิดติดใจเอาความภายหลัง

การเข้าใจความต่าง และยอมรับความต่างทางความคิดนี้ จึงน่าจะช่วยลดโอกาสในการทะเลาะเบาะแว้ง มีปากเสียงกันได้ครับ

เรื่องที่สอง : ความเชื่อ – ในที่นี้ผมหมายถึง ความเชื่อในชีวิตสมรส ว่าจะอยู่ยั้งยืนยงไปได้เป็นอย่างดี เพราะในชีวิตจริง แม้ว่าจะพยายามปรับตัวกันอย่างไร แต่อย่างโบราณท่านว่า อยู่ใกล้กัน เหมือนลิ้นกับฟันก็ย่อมทะเลาะกันได้บ้าง บางครั้งมีปากเสียงรุนแรง ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจคิดเลยเถิดไปถึงว่า เอ๊ะ นี่เราตัดสินใจผิดหรือเปล่า ที่มาแต่งงานกับคนนี้

ตรงนี้ล่ะครับที่ ความเชื่อ จะมีส่วนสำคัญเป็นอย่างมาก ถ้าเรา เชื่อ และเชื่ออย่างสนิทใจ ว่าเราได้ตัดสินใจถูกแล้ว และปัญหาต่างๆ ที่เราเจออยู่ในขณะนี้ เป็นเพียงอุปสรรคอย่างหนึ่งของชีวิตคู่ แต่ไม่ว่าอย่างไร ณ ปลายทาง เราก็ยังอยู่ด้วยกัน สร้างครอบครัว ใช้ชีวิตบั้นปลายร่วมกันอยู่ดี ความเชื่อนั้นจะนำพาเราผ่านพ้นเรื่องยากๆ ปัญหาใหญ่ๆ ไปได้

มาถึงจุดนี้ บางคนอาจไม่เห็นด้วยกับผม หากชิวิตคู่ไม่มีความสุข ต้องทนทุกข์ทรมาณอยู่ทุกวัน จะอยู่ไปทำไม เลิกเสียดีกว่า แล้วไปเริ่มต้นใหม่ อย่างไรก็ได้ขอให้พ้นจากจุดนี้ไป นี่ล่ะครับ คือเรื่องของความเชื่อ ชีวิตไม่เคยมีอะไรง่าย ยิ่งชีวิตคู่ก็ยิ่งไม่มีอะไรง่าย หากเป้าหมายของเราคือการใช้ชีวิตคู่ต่อไปจนแก่เฒ่า ความเชื่อนี้สำคัญ ไม่ว่าจะเกิดอะไร อย่างไร เราจะไม่เลิกราต่อกัน เราจะพยายามแก้ไขปัญหาต่างๆ ด้วยกัน แต่ถ้าเป้าหมายของเราคือการใช้ชีวิตส่วนตัวให้มีความสุขที่สุด ไม่ว่ามันจะเป็นชีวิตคู่หรือไม่ก็ตาม อันนั้นก็สิทธิ์ของเราครับ จะเลือกแบบไหนก็สุดแท้แต่ ไม่มีใครมาห้าม มากะเกณฑ์เราได้ อย่างไรก็ตาม ความเชื่อในชีวิตสมรสที่ผมพูดถึงนี้จะให้ดีต้องมาจากทั้งสองฝ่าย เพราะถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหมดความเชื่อและตัดสินใจเดินจากไป อีกฝ่ายก็คงทำอะไรไม่ได้และชีวิตคู่ก็คงจบลง

โดยสรุป ความเชื่อในชีวิตสมรส จะช่วยลดโอกาสในการเลิกรา แม้ว่าจะมีการทะเลาะเบาะแว้งกันรุนแรง อย่างใด เพียงไรก็ตามครับ

ขอวาดเป็นแผนผังสรุปครับ ความเข้าใจ + ความเชื่อ ทำให้ชีวิตสมรสยืนยาวได้ครับ ขอบคุณครับ

  1. #1 by krajung on August 14th, 2012

    เก็บข้อมูล ^^

  2. #2 by Yokekung on August 18th, 2012

    สำหรับผม ถือว่าเราเรียนรู้กันตลอดครับ มีอะไรก็คุยกัน ผมเป็นคนอารมณ์ร้อนบางครั้งปริ๊ด สุดท้าย เงียบๆไม่พูด แล้วพอคิดได้แล้วมาคุยกัน แฮปปี้ทุกครั้งครับ

  3. #3 by ืnattharicha on April 18th, 2014

    ความเชื่อในชีวิตสมรส…อืมม์…และแล้วก็ได้นิยามของความรู้สึกที่จะไม่จากกันไปไหนของสามีภรรยาแล้วสิคะ…เพราะถ้าคนสองคนเชื่อมั่นในชีวิตสมรส อาจไม่ต้องเชื่อมั่นในกันและกันเสียทั้งหมดก็ได้ ในบางช่วงของชีวิตต่างฝ่ายต่างอาจเคยทำสิ่งที่ผิดต่อกันได้ แต่ความเชืี่อในชีวิตสมรส จะทำให้อภัยกันและหาวิธีเพื่อปรับให้อยู่ร่วมกันได้อย่างปกติสุข ขอบคุณสำหรับแนวคิดดีดีค่ะ :)

(will not be published)
  1. No trackbacks yet.