ไอซีที พลิกโลกการตลาด (บทความในหนังสือรายงานประจำปีชมรมนักข่าวสายไอที)

นิตยสารไทม์ แห่งสหรัฐอเมริกา ประกาศให้รางวัลบุคคลแห่งปีแก่ มาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้ง facebook ด้วยเหตุผลที่เขาเป็นผู้สร้างโอกาสให้คนมากกว่า 500 ล้านคนได้ติดต่อกัน และยังระบุความสัมพันธ์ของแต่ละคนที่มีต่อกันโยงใยต่อกัน เปลี่ยนรูปแบบการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร ตลอดจนวิถีชิวิตของผู้คนในโลก การได้รับรางวัลนี้เป็นที่สนอกสนใจของวงการต่างๆ โดยเฉพาะวงการไอที และแวดวงการตลาด โดยไม่อาจปฏิเสธได้ว่าผลงานของเขาได้สร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงดังที่ ไทม์ ได้กล่าวไว้จริง


ก่อนหน้าที่มาร์คจะได้รับรางวัล ในปี 2549 ไทม์ก็ได้เคยมอบรางวัลให้ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตทุกคนที่ได้มีส่วนสร้างสรร แบ่งปันเนื้อหา ข้อมูลบนโลกอินเทอร์เน็ต และในปี 2525 ไทม์ ได้มอบรางวัลเดียวกันให้กับ “คอมพิวเตอร์” พวกเราไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่า สังคม ความเป็นอยู่ ของเรา ได้เปลี่ยนแปลงไปมากโดยมีเทคโนโลยีการสื่อสาร เป็นกลไกสำคัญ และเมื่อ การใช้ชีวิตของคน (หรือที่ภาษาการตลาดเราชอบเรียกว่า “ผู้บริโภค”) เปลี่ยนแปลง นักการตลาดทั้งหลาย จึงพบกับความท้าทายในการปรับเปลี่ยนวิธีการทำการตลาด การสื่อสาร โฆษณา ประชาสัมพันธ์ ให้ยังสามารถคงความน่าสนใจ เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการ ได้อย่างที่เคยประสบความสำเร็จมาแล้วในอดีต


จากเดิมที่การเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายทางการตลาดต้องอิงหลักประชากรศาสตร์ หรือ การเลือกสื่อให้มีเนื้อหาตรงกับประเภทของสินค้าหรือบริการเป็นหลัก การกำเนิดของ search engine ได้เปลี่ยนทิศทางการทำการตลาดอย่างสิ้นเชิง โดยอาศัยหลักที่ว่า ไม่ว่าคนที่มาค้นหาข้อมูลนั้น จะเป็นใคร แต่หากพิมพ์ข้อความค้นหาที่สัมพันธ์กับสินค้าหรือบริการเข้ามาแล้ว นั่นเป็นโอกาสสำคัญของการนักการตลาดในการให้ข้อมูล นำเสนอสินค้า บริการ ด้วยวิธีการดังกล่าวนี้ โอกาสที่จะเปลี่ยนกลุ่มเป้าหมายผู้มุ่งหวังให้เป็นลูกค้าที่ซื้อสินค้าจริง ก็ย่อมมีสูง ดังตัวอย่างที่เห็นได้จาก การทำการตลาดของธุรกิจท่องเที่ยวซึ่งเป็นอุตสาหกรรมหลักของประเทศไทย หรือธุรกิจบริการทางสาธารณสุข ในบ้านเราที่เข้าถึงลูกค้าทั่วโลกโดยการแสดงข้อความโฆษณาเมื่อมีคนมาค้นหาข้อมูลโดยใช้ข้อความค้นหาเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยว หรือบริการ เช่น “phuket hotels” หรือ “dental clinic bangkok” เป็นต้น ต้องถือได้ว่าพลังของเทคโนโลยีการสื่อสารเปิดโอกาสให้นักการตลาดไทยเข้าหาลูกค้าในตลาดโลกได้อย่างง่ายดาย และแม่นยำ


นอกจากความสามารถในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายแล้ว เทคโนโลยีทางด้านการวัดผล ที่มีความก้าวหน้าทำให้เราสามารถติดตามดูพฤติกรรมของลูกค้าตั้งแต่รู้จักสินค้าของเราผ่านแผ่นป้ายโฆษณา คลิกเข้ามายังเว็บไซต์ และติดตามการคลิกเข้าไปในแต่ละหน้าของเว็บไซต์ได้ ทำให้สามารถทราบได้แน่นอนว่า ลูกค้าที่มาซื้อสินค้า เริ่มต้นรู้จักสินค้าจากสื่อชนิดใด สามารถคำนวณต้นทุนทางการตลาดต่อการขายสินค้าหนึ่งหน่วยในแต่ละช่องทางโฆษณาประชาสัมพันธ์ได้ นำไปสู่การปรับเปลี่ยนส่วนผสมของสื่อประชาสัมพันธ์ที่ใช้ โดยโยกงบประมาณจากสื่อที่มีต้นทุนการตลาดต่อการขายสูง ไปยังสื่อที่มีต้นทุนการตลาดต่อการขายต่ำกว่า


ความสะดวกสบายในการค้นหาข้อมูลสินค้าหรือบริการส่งผลให้คนหันมาหาข้อมูลประกอบการตัดสินใจซื้อจากอินเทอร์เน็ตเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก นอกเหนือจาก search engine แล้วยังอาศัยการแลกเปลี่ยนข้อมูลและความเห็นเกี่ยวกับสินค้าต่างๆผ่านทางเว็บไซต์สื่อสังคม ซึ่งมีรูปแบบคล้ายคลึงกับการที่มนุษย์แลกเปลี่ยนความเห็นผ่านการสนทนากันในชีวิตประจำวัน รายงานวิจัยการตลาดหลายฉบับระบุว่า ความเห็นจากผู้บริโภคด้วยกันนี้เองมีความน่าเชื่อถือ และมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของผู้คนมากกว่าชนิดอื่น พฤติกรรมที่เปลี่ยนไปนี้ส่งผลให้นักการตลาด และองค์กรธุรกิจต้องหันมาให้ความสนใจกับการศึกษา และพัฒนาการตลาดผ่านทาง social media ให้มีประสิทธิภาพ มากขึ้น




ยกตัวอย่างเช่นคอมพิวเตอร์ DELL ที่หันพัฒนา facebook page ของตนเองให้มีความพร้อมสำหรับการให้บริการหลังการขาย ทั้งการตอบคำถามลูกค้าผ่านทางหน้า facebook หรือ การรับข้อร้องเรียนต่างๆ นอกจากนี้ DELL ยังเปิดให้เห็นความคิดทางธุรกิจใหม่ๆ ลูกค้าและผู้สนใจ DELL สามารถติดตาม promotion ต่างๆ ผ่านทางหน้า twitter @delloutlet ซึ่งเมื่อมองแต่เพียงผิวเผินก็เหมือนกับประกาศข้อความส่งเสริมการขายทั่วไป แต่หากวิเคราะห์ในเชิงต้นทุนการตลาดแล้ว DELL จะมีต้นทุนทางด้านการโฆษณาน้อยมาก เพราะลูกค้าเป็นผู้ติดตามฟังข้อความส่งเสริมการขายด้วยตัวเองไม่ต้องผ่านสื่อตัวกลางใดๆ เปิดโอกาสให้ DELL เอางบประมาณส่วนนั้นมาผันเป็นส่วนลดราคาสินค้าให้ได้มากขึ้น ทำให้สินค้ามีราคาถูกลง ลูกค้าก็ได้ประโยชน์ตอบแทนในรูปแบบของการซื้อสินค้าได้ในราคาถูก เกิดเป็นรูปแบบที่เรามักเรียกกันว่า win win model คือได้ประโยชน์กันทั้งสองฝ่าย ปัจจัยเบื้องหลังของรูปแบบธุรกิจนี้เกิดขึ้นจากเทคโนโลยีโดยแท้ รูปแบบธุรกิจที่คล้ายคลึงกันนี้ยังมีให้เห็นอีกมาก อาทิเช่น groupon ที่เป็นการรวมปริมาณการซื้อเข้าด้วยกันได้ส่วนลดในราคาประหยัด ผู้ขายได้ประโยชน์จากการขายสินค้าได้จำนวนมาก แม้กำไรต่อหน่วยจะลดลงแต่ก็ได้ปริมาณการขายมากขึ้น และได้ประหยัดค่าใช้จ่ายการประชาสัมพันธ์ด้วย ส่วนทางผู้ซื้อก็ได้ประโยชน์จากราคาสินค้าสุดพิเศษเช่นกัน


เมื่อเทคโนโลยีเอื้อให้เกิดรูปแบบการทำการตลาดใหม่ๆ นักการตลาดจึงมีความจำเป็นต้องปรับตัว ให้ทันกับเทคโนโลยีอยู่เสมอ หันมาใส่ใจกับข้อมูลลูค้า และพยายามสื่อสารให้ตรงกับความสนใจของลูกค้าแต่ละคนมากขึ้น ทั้งการแสดง personalized message หรือการส่ง e-mail ไปในจังหวะ เวลา และด้วยข้อความที่เหมาะสมให้ตรงกับลูกค้าแต่ละคน ซึ่งเมื่อมองในภาพกว้างแล้ว ข้อดีของการสื่อสารในปัจจุบันนี้ก็น่าสนใจเช่นกัน แม้ว่าจะต้องส่งข้อความกันมากขึ้น คุยกันบ่อยขึ้น แต่เทคโนโลยีก็ช่วยลดความสูญเปล่าจากการจัดพิมพ์เอกสาร จดหมาย ตลอดจนทรัพยากรธรรมชาติ


ผู้เขียนมีความเชื่อว่า เมื่อโลกของข้อมูลข่าวสารและการแสดงความเห็นมีความเปิดกว้างเชื่อมต่อถึงกันได้ สินค้าหรือบริการใดที่ไม่ดีจริง สร้างประโยชน์ให้กับลูกค้าไม่ได้คุ้มค่าจริงๆ จะถูกกระแสความเห็นของผู้บริโภคผลักให้ต้องหันมาพัฒนาหรือปรับปรุงต่อไปถึงจะทำธุรกิจต่อไปได้ในระยะยาว ส่วนสินค้าที่มีคุณภาพ ตรงความต้องการของตลาด จะได้รับประโยชน์จากความเห็นของผู้บริโภคผ่านเทคโนโลยีการสื่อสารผลักให้ได้รับความนิยมสูงขึ้น นักการตลาดในอนาคตนอกจากสนใจเรื่องการโฆษณาประชาสัมพันธ์แล้ว ยังอาจต้องรู้จักเก็บเอาความเห็นของลูกค้านำกลับไปเข้าสู่กระบวนการพัฒนาสินค้า ตั้งแต่การออกแบบ และผลิตอีกด้วย ในขณะเดียวกันผู้บริโภคก็มีความละเอียดอ่อนและความเข้าใจการเลือกรับข้อมูลข่าวสารมากขึ้น นักการตลาดที่ยังยึดถือแนวทางโฆษณาชวนเชื่อ จะประสบความยากลำบากในการทำธุรกิจมากขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้จริยธรรมการตลาด หลักการที่ถูกต้องเป็นธรรมกับลูกค้า กลายเป็นสิ่งจำเป็นในโลกที่พร้อมด้วยข้อมูลข่าวสารและความสนับสนุนทางด้านข้อมูลของสังคมผู้บริโภค


สุดท้ายนี้ ต้องขอขอบคุณ ITPC ที่ได้ให้โอกาสผมได้เผยแพร่แนวความคิด หวังว่าคงเป็นประโยช์กับท่านผู้อ่านบ้างไม่มากก็น้อย สุขสันต์วันปีใหม่ครับ



15 ธันวาคม 2553

, , , , ,

1 Comment

สื่อออนไลน์ปีกระต่าย แรง แม่น ถี่




เข้าสู่ถึงช่วงปลายปีทีไร ก็ได้เวลาทักถามกันว่า นอกจากสรุปความเคลื่อนไหวในปีที่ผ่านมาแล้ว การคาดการณ์ปีหน้าเป็นอย่างไร ในตลาดไทยซึ่งระบบการสื่อสาร 3G ยังไปไม่ถึงไหน หลายคนเชื่อว่าทำให้การเติบโตของการสื่อสารข้อมูลผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่ต้องหยุดชะงัก ในขณะเดียวกันอีกกระแสก็บอกว่า เทคโนโลยี Application ต่างๆ บนโทรศัพท์เคลื่อนที่ น่าจะมาแรงในปีหน้า เช่นเดียวกันกับการขยายตัวของอุปกรณ์ที่มาพร้อมกับระบบ GPS ทำให้สามารถระบุตำแหน่งของผู้ใช้งานได้ เปิดโอกาสในการสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายทางการตลาด เทคโนโลยีที่พัฒนาไปรวดเร็วต่างๆ เหล่านี้จะมีผลต่อพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมาย และการสื่อสารการตลาดมากน้อยเพียงไร ในบทความนี้ขอนำเสนอความเห็นของเราเกี่ยวกับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงสำคัญสำหรับปีกระต่ายที่จะมาถึงนี้

  1. Video content ระเบิดความนิยมไปในวงกว้าง

    การแข่งขันที่เข้มข้นระหว่างผู้ให้บริการผลักให้อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงขยายตัวเป็นอย่างมากในช่วงปี 2010 ความเร็วที่สูงขึ้นทำให้การเผยแพร่เนื้อหาเปิดกว้างไปยังรูปแบบวีดีโอได้ง่ายขึ้น สังเกตได้จากความนิยมในคลิปวีดีโอต่างๆใน Youtube ซึ่งขึ้นเป็นเว็บอันดับสี่รองจาก Google Facebook และ Live หรือ Hotmail ไปเรียบร้อยแล้ว นอกจากความนิยมในคลิปเหตุการณ์ความไม่สงบ คลิปมิวสิควีดีโอทั้งไทย สากล ลูกทุ่ง ละครช่องต่างๆ จะพาเหรดกันออกมาให้ชมแล้ว เราเชื่อแน่ว่า ในปี 2011 จะมีศิลปินไทยแจ้งเกิดผ่าน Youtube อีกมาก เช่นเดียวกันกับงานโฆษณาผ่านวีดีโอ ทั้งในแบบ Viral คลิปสั้นๆ และรูปแบบของ Webisode จะมีออกมาให้เห็นกันอย่างมากแน่นอนในระหว่างปีเพราะนี่คือสิ่งที่ถูกจริตคนไทยมากที่สุด เข้าใจง่าย ไม่ต้องอาศัยทักษะทางด้านคอมพิวเตอร์ และที่สำคัญยังอยู่ในรูปแบบที่เหมือนกันกับสื่อโทรทัศน์ คลิปอะไรที่ได้รับความนิยมในอินเทอร์เน็ตก็จะมีโอกาสถูกหยิบไปกระจายต่อผ่านสื่อโทรทัศน์ซึ่งเป็นสื่อหลัก ในความเห็นของเราแล้วต้องขอยกให้เรื่องนี้เป็นแนวโน้มสำคัญที่สุดสำหรับวงการโฆษณาดิจิตอลไทยในปีกระต่ายนี้ครับ

  2. Mobile ไม่ได้เข้าถึงคนใหม่ๆ แต่เพิ่มความถี่

    ตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมานี้ มีการถกเถียงกันมากเหลือเกินว่า ถึงเวลาของ Mobile หรือยัง มีการหยิบยกตัวเลขผู้ใช้งานโทรศัพท์มือถือ 69 ล้านเลขหมายขึ้นมาเป็นประเด็น ว่าสำหรับเมืองไทยแล้ว เนื่องจากอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงยังกระจายตัวไม่มากนัก Mobile น่าจะมีบทบาทสำคัญเช่นเดียวกันกับประเทศอย่างอินเดีย ในความเป็นจริงแล้วผู้ใช้งานมือถือในไทย ยังอิงการใช้งานเพื่อสื่อสารพูดคุยกันมากกว่า ส่วนกลุ่มที่ใช้งานข้อมูลในเชิง Data ไม่ว่าจะผ่าน iPad, iPhone, Blackberry, Android หรือที่น่าจับตาคือการกลับมาของ Windows Mobile 7 กลับเป็นกลุ่มเดียวกันกับที่ใช้งานอินเทอร์เน็ตอยู่แล้ว และนั่นทำให้เราเชื่อว่า สำหรับ Mobile ในปี 2011 ซึ่งแม้จะพ่วงมาด้วยกระแสความนิยมของ Application ในรูปแบบต่างๆ ก็ยังไม่น่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงได้มาก เมื่อพิจารณาจากฐานผู้ใช้งาน ในทางกลับกัน นักการตลาดและโฆษณาเองน่าจะต้องพิจารณาถึงประโยชน์ของการนำ Mobile Application มาใช้ เพื่อเพิ่มความถี่ในการติดต่อสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายและสร้างประสบการณ์ที่ต่างออกไปจากเมื่อผู้ใช้งานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ให้ได้

  3. Social Media นำไปสู่การตัดสินใจซื้อ


    เราได้ทราบกันมาก่อนหน้านี้แล้วว่า ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตไทย มีพฤติกรรมหาข้อมูลประกอบการตัดสินใจซื้อสินค้าต่างๆ โดยการค้นหาผ่าน Google ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวน่าจะยังอยู่ต่อไปในปี 2011 แต่สิ่งที่จะต่อยอดเพิ่มเติมขึ้นมา น่าจะเป็นผลการค้นหาจาก Google ที่เปลี่ยนไป ดึงเอาผลลัพธ์จาก Social Site ต่างๆมาแสดงผลมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Blog, Twitter, Facebook นอกจากนี้คนไทยยังใช้เวลาใน Social media มากขึ้นด้วย นักการตลาดจึงอาจต้องหันมาให้ความสนใจกับการแพร่กระจายข้อมูลสินค้าหรือบริการ ประกอบการตัดสินใจซื้อ ให้มากขึ้น พอๆ กับการดูแลรักษาชื่อเสียงของแบรนด์

  4. ข้อมูลที่น่าเชื่อถือและแม่นยำมากขึ้น

    นอกจากแนวโน้มความเปลี่ยนแปลงทางด้านพฤติกรรมการใช้งานอินเทอร์เน็ตแล้ว แนวโน้มสำคัญอีกอย่างหนึ่ง ที่น่าจะมีผลในการขับเคลื่อนการใช้งบประมาณสื่อดิจิตอลในปี 2011 คือ ความพร้อม ทางด้านข้อมูล ผลงานวิจัย ตั้งแต่ข้อมูลสถิติเว็บไซต์ และการใช้งานของแต่ละกลุ่มเป้าหมาย จากที่แต่ก่อนเราอ้างอิงจาก Truehits.net เป็นหลัก ในปี 2011 นี้ คนโฆษณาน่าจะมีทางเลือกมากขึ้นจากผู้ให้บริการใหม่ๆ เช่น Effective Measure รวมไปถึงรายงานวิจัยที่เกี่ยวข้องจากสำนักวิจัยต่างๆ เช่น TNS รวมถึงงานวิจัยของเอเยนซี่เองก็น่าจะเน้นส่วนที่เกี่ยวกับดิจิตอลมากขึ้นด้วยเช่นกัน เมื่อข้อมูลมีความน่าเชื่อถือ มากขึ้นแล้ว ความมั่นใจของนักการตลาด และเอเยนซี่ในการเลือกใช้สื่อก็จะมากขึ้นตาม ส่งผลต่อการเติบโตของสื่อดิจิตอลในปี 2011 ให้ แรง แม่น และถี่ ครับ

, , , ,

No Comments

เขาคุยกับเพื่อนอย่างไร เรา(นักการตลาด)อาจต้องทำอย่างนั้น

เราจะปฏิเสธไม่ได้เลยครับ ว่าในปัจจุบัน นักการตลาดไทยต่างเล็งเห็นถึงโอกาสในการใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ เป็นเครื่องมือในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายของสินค้าหรือบริการที่ตนเองดูแลอยู่ สังเกตได้จากกิจกรรมทางการตลาดต่างที่มีออกมาอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการสร้าง แฟนเพจ หรือทวิตเตอร์โปรไฟล์ บางแบรนด์ก็เริ่มลงทุนโฆษณาในเฟซบุ๊ค ในขณะที่บางแบรนด์ใช้วิธีจูงใจคนให้มากด Like ด้วยการแจกของฟรี เช่น Blackberry เป็นต้น ถึงกระนั้นก็ตาม ยังมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมาก ว่ากิจกรรมต่างๆที่นักการตลาดได้สร้างขึ้นนั้น มาถูกทางแล้วหรือยัง

ผมได้มีโอกาสศึกษาบางส่วนของรายงานพฤติกรรมผู้บริโภคออนไลน์ของไทย ซึ่งจัดทำโดย TNS* พบว่า อันที่จริงแล้วคนไทยเราค่อนข้างตื่นตัวกับการใช้งานสังคมออนไลน์ไม่น้อย เราใช้งานเว็บไซต์เครือข่ายสังคมอย่าง hi5 หรือ facebook อย่างน้อยประมาณ 15 ชม. ต่อสัปดาห์ มีเพื่อนออนไลน์เฉลี่ย 179 คน อย่างไรก็ตามเรายังค่อนข้างติดต่อกับแบรนด์สินค้าต่างๆ บนอินเทอร์เน็ตค่อนข้างน้อย โดยเฉลี่ยแล้วคนแต่ละคน จะติดต่อกับสินค้า หรือบริการผ่านอินเทอร์เน็ต แค่ 3.5 แบรนด์เท่านั้นเอง น่าคิดนะครับ ถ้าหากนักการตลาดปรับเปลี่ยนวิธีการทางการสื่อสารให้มีความเป็นมิตรมากขึ้น เหมือนกับเพื่อนติดต่อ พูดคุยกัน น่าจะทำให้ผู้บริโภคออนไลน์ไทย ชอบมากขึ้นได้เช่นกัน

ผมจึงขอแนะนำให้ลองพิจารณาดูกันอีกทีครับ ว่า “เพื่อนที่ดี” เขาปฏิบัติอย่างไร และขอแนะนำให้นำมาประยุกต์ใช้กับแผนงานการสื่อสารการตลาดครับ

  1. เป็นผู้ฟังที่ดี ก่อนจะเริ่มโฆษณา ประชาสัมพันธ์สินค้า ต้องรู้จักฟังก่อนครับ เพื่อจะได้เข้าใจว่าลูกค้าคิดอะไรอยู่ หรืออย่างกรณีที่มีคนมาต่อว่าสินค้าเรา เราควรต้องตอบ หรืออย่างน้อยบอกให้เขารู้โดยเร็วว่าเรารู้แล้ว เพื่อให้เรารู้ว่าเราฟังเขาอยู่ตลอดเวลา
  2. มีความจริงใจ ห้ามโกหก ห้ามกุ หรือแต่งเรื่อง เราควรเล่าถึงจุดดีหรือ ประโยชน์ของสินค้า หรือบริการของเราที่มีต่อลูกค้า สร้างคุณค่าให้แก่ลูกค้าได้
  3. ทำให้เรายิ้ม / หัวเราะได้ บางครั้งอาจต้องมีเรื่องสนุกสนาน หรือสร้างความประหลาดใจ (ในทางที่ดี) เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกชอบ และมีความสุขกับเรา อาจทำได้โดยผ่านงานโฆษณาเชิงขบขัน หรือ การให้ส่วนลด ของขวัญ ของกำนัลต่างๆ หรือแม้แต่สิ่งเล็กน้อยเช่นการกล่าวถึง คำพูด คติ ที่มีประโยชน์ หรือ น่ารัก สามารถสร้างรอยยิ้มได้
  4. มีช่วงเวลาที่ดีร่วมกันเสมอ ในแต่ละปี มีช่วงเทศกาลที่คนไทยมักจะมีความสุข เฉลิมฉลอง สินค้าและบริการที่ไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมเหล่านี้ น่าจะได้ประโยชน์ (เปรียบเหมือนการเข้าไปคุยกับใครสักคน ในขณะที่เขากำลังอารมณ์ดี)
  5. ให้ความช่วยเหลือ สนับสนุน ฟังปัญหาของลูกค้า ช่วยเหลือลูกค้าในกรณีที่เขาต้องการข้อมูล หรือคำแนะนำ หรือบริการหลังการขาย ในทุกๆ กรณี เพราะเพื่อนที่ดีจริงๆ มักให้ความช่วยเหลือโดยไม่เกี่ยงว่า เรื่องนั้นๆ เป็นความรับผิดชอบของตนเองหรือเปล่า

บางครั้ง ขอไม่เป็นเพื่อนได้ไหม …. แน่นอนว่าการที่ลูกค้าเห็นเราเป็นเพื่อน เป็นเรื่องที่ดีแน่นอนครับ อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ ระหว่างแบรนด์ของเรากับลูกค้านั้น ควรจะถูกจำกัดรูปแบบไว้แค่ความสัมพันธ์แบบเพื่อนเท่านั้นหรือเปล่า ก็ไม่แน่นะครับ ลองคิดถึงน้องๆ ม.ต้นที่วันนี้อาจต้องการคำแนะนำจากพี่สาว ม.ปลาย เกี่ยวกับการแต่งตัว หรือแต่งหน้า หรือ เจ้าของธุรกิจขนาดเล็กๆ ที่มุ่งหวังจะได้รับคำแนะนำจากนักลงทุน หรือเจ้าของธุรกิจมืออาชีพ น่าคิดนะครับ แบรนด์ของเรา แม้ไม่ใช่เพื่อน แต่ก็อาจเลือกวางตัว และสร้างความสัมพันธ์ในรูปแบบอื่นๆ กับลูกค้าและกลุ่มเป้าหมายในแบบที่เขาต้องการได้เช่นกันครับ

, , ,

No Comments

KRENGJAI and NUMJAI: A REFLECTION OF THAI SOCIAL MEDIA

Mid September 2010, Thai internet users have watched, shared, and criticized one clip posted on Youtube. A university professor who cannot resist the impolite habit of her student slammed his Blackberry to the floor. With a mix of and positive feedbacks, the clip was a massive hit, 1 million views in just a week. Right after then, it was revealed that the clip was actually a teaser promote new burger.

BB Clip

There are 2 aspects of Krengjai we could extracted from the ad, one is that the professor may be too Krengjai to tell her student to stop BBMing, until she went exceed her limit. Another is that the student in the clip is not Krengjai his professor at all, and that made a lot of people share this clip forward so their friends can see how someone should be penalized omitting Krengjai, which is still important for Thai culture.

A lot of marketers and advertisers tried hard to create an impactful viral clip, obviously this case demonstrates how easy it is to gain popularity if we start from something hidden in consumers’ mind. They may rarely say it out, but if someone do it for them, they will just pick it up and share it forward, immediately and to many people as possible. This looks very common for Thais Krengjai, not speak it out but ready to amplify the case.

It is also very interesting to monitor and see how this Krengjai culture will change into the future. We obviously see a lot of Thai people keep their mouth shut and provide no verbal comments or feedback to the customer service  officers, and later on anonymously posting their comments over the Internet. This definitely add one more line into marketers’ to-do list, to continuously monitor product and brand reputation over web forums and social media.

Besides, Krengjai, we spotted another Thai culture while monitoring the trending topics from Thai Twitter users. In the past one month, #Thaiflood is our most-used hash-tag, approximately four times more than the second-rank #Ch3.  This could reflect another angle of Thai behavior called  power of “Numjai”


, , ,

No Comments

SIX things to help you avoid online brand “SICKNESS”

Social media is an interactive and credible channel that many marketers are trying to make full use of. However, its interactivity is also seen as a threat for many brands. Here is a list of SIX things to ensure that your brand won’t become SICK online.

1) Listen (please). Customers speak about your brand everyday, on their own blogs, web forums and in social media. Listening to their opinions will help you understand them & to identify key actions. For example, if you are planning to open a Facebook page for your brand, a search for existing topics mentioning your brand in web forums will give you a guide as to what kind of discussions / questions / feedback you may get once you activate your Facebook page.

2) Information Journey. People search for information online to avoid the risk of making a wrong purchase decision. As they search, they will receive information from columnists, webmasters and existing customers. The marketer’s task is to identify where their information sources are and try to manage these sources.

3) Prompt action is needed when serious complaints appear in public spaces. There are many cases where the brand kept quiet because they needed to recheck all the facts & find the “right” answers. Our recommendation is to “at least” tell consumers that you are aware of such complaints before reverting later. It’s much better to tell them when you will give them the right answer, than to say nothing.

4) Be nice. Brands on social media are just like someone who lives in society. Be nice to others & they will be nice to you. Try to reduce the tendency to be attacked by competitors, anti-product groups, etc., which could make you lose focus.

5) Focus on value of products/services. The most difficult thing is to influence others to mention some positives about our products or services if ours are just not good enough. Besides PR and conversations on social media, we need to ensure we consistently deliver high quality products and services. For example, the restaurants with clean food good taste and great service don’t need much PR since people will keep talking positively and recommending from one to another.

6) Identify the advocates and support them. There may be a big group of fans who like our brand but don’t say it out loud. Some of them are happy to spread the good word around because they are brand loyal to us. The goal would be to identify who they are and create an exclusive channel to reach out to them.

, , , , , , , ,

No Comments

ข้อความจาก @siwat ฝากถึงน้องๆ #iYWC8 ครับ

น่าเสียดายที่ผมต้องกลับก่อน ปีนี้จึงไม่ได้มีโอกาสฟังและ comment งานจากการ present งานสดๆ จากน้องๆ ต้องขอบคุณทีมถ่ายทอดสด ที่ยังให้โอกาสได้ติดตามผลงานอยู่บ้างครับ

โดยส่วนตัวผมรู้สึกชื่นชมน้องๆ รุ่นนี้ที่สามารถนำเสนอแนวความคิดออกมาได้ดี แม้ว่า บางกลุ่มจะมีจุดเปราะ จุดที่ต้องปรับปรุงบ้าง ก็ถือเป็นเรื่องปรกติ

การที่คนกลุ่มหนึ่ง 8 คน เพิ่งมาเจอกันได้ไม่กี่วัน และต้องลงไม้ลงมือช่วยกันสร้างสรรค์ผลงาน ภายใน 2 วัน 1 คืน ทำได้แบบนี้ถือว่าน่าชื่นใจมาก และรับประกันได้ว่าในชีวิตจริง เมื่อน้องๆ ได้ เข้าสู่วงการแล้ว ทีมงานที่ทำงานด้วยกัน จะมีเวลาในการรู้จักกัน ช่วยกันคิด ช่วยกันวางแผน มากกว่านี้ ซึ่งผลงานที่ออกมา จะมีคุณภาพสูงได้มากกว่านี้มากครับ

ระหว่างที่อยู่ค่าย มีน้องคนหนึ่งท้วงผมว่า งานบางอย่างต้องอาศัยเวลาในการหาและรวบรวมข้อมูล มากกว่านี้ถึงจะคิด และผลิตงานได้ดี น้องเ้ข้าใจถูกต้องตรงเผงเลยครับ สถานการณ์ในค่ายนี้เป็นการจำลอง บีบรัดให้ต้องทำงานในเวลาจำกัด ในความเป็นจริง น้องจะทำได้ดีกว่านี้มากอย่างแน่นอน

มีน้องอีกคนหนึ่ง บอกว่าเพิ่งได้ความรู้ใหม่ ว่าเพื่อนๆ ที่มาจากต่างสาขากันนั้น มีวิธีการคิด และสไตล์การทำงานที่ต่างกันมาก ผมขอบอกว่า อันนี้ล่ะครับ คือเหตุผลที่น้องๆ แต่ละคนซึ่ง เก่งอยู่แล้ว (ขอย้ำ การที่น้องได้รับคัดเลือกเข้ามา แปลว่า น้องเก่งพอตัวอยู่แล้วครับ) ต้องมารวมกลุ่มกัน มาช่วยกันทำงาน เพื่อให้ได้สัมผัสประสบการณ์จำลองนี้ ซึ่งเมื่อน้องๆ เข้าสู่วิชาชีพของเรา น้องๆ จะต้องเจอสถานการณ์นี้อย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นการเข้าทำงานในบริษัท ซึ่งมีทีมงานหลายแผนก หลายสาขา หรือรวมตัวกับเพื่อนๆ ที่มีความเก่งในด้านต่างๆ ทำธุรกิจเป็นของตัวเอง

สิ่งหนึ่งที่น้องๆ จะไม่ได้มีโอกาสนำเสนอในงานกลุ่ม แต่เป็นเนื้อหาสำคัญของค่าย คือส่วนบรรยายเช้าวันเสาร์เรื่อง จริยธรรมเว็บไซต์ …. น้องๆ ครับ ปัจจุบันโลกเรา มีคนเก่ง มีความสามารถมาก หลายคนใช้ความสามารถในทางที่ผิด กลับเกิดเป็นปัญหากับวงการ สังคมของเราโดยรวม น้องๆ ทุกคน ซึ่งมีความสามารถในตัว และได้รับโอกาสเข้ามาศึกษา แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับในค่ายนี้แล้ว ขอให้อย่าลืมการเป็น คนดี และช่วยกันรณรงค์ส่งเสริมวงการของเรา ให้ชื่นชม นิยมคนทำดี กันให้มากๆ ทั้งเก่ง ทั้งดี ถ้ามีคนแบบนี้เยอะๆ วงการ วิชาชีพของเราจะพัฒนาไปได้ไกล ทัดเทียมกับระดับสากลโลกได้ไม่ยากครับ

สุดท้ายขออวยพรให้น้องๆ ทุกคน ที่จะจบจากค่ายนี้ และทีมงานทุกท่านที่ได้เสียสละช่วยเหลือ จัดงานมาเป็นอย่างดี โดยตลอด ได้ประสบความสำเร็จ ความสมหวัง ในทุกๆ ด้านของชีวิตครับ แล้วถ้าใครสนใจเข้าทำงาน ประกอบอาชีพในสายงานนี้ เราก็คงยังจะได้พบเจอกันอีกบ่อยๆ ในอนาคตครับ โชคดีครับ :-)

4 Comments

รวมประเด็น ทั้งที่ได้พูดและไม่ได้พูดใน #FBMkt #mkttwit

เมื่อบ่ายวันนี้ได้มีโอกาสไปร่วมงาน Facebook Marketing ที่จัดโดย MKTtwit.com ได้รับความรู้ และทีเด็ดจากคนที่เป็นทั้งนักปฎิบัติตัวจริงอย่าง @jommnaja และ @gthchannel @phenarploy และนักการตลาดอย่างคุณคริส จาก DELL

พอช่วงที่สองผมก็ได้มีโอกาสขึ้น panel คู่กับ คุณป้อม @pawoot โดยมี คุณต่าย @sresuda เป็น moderator ระหว่างที่คุยกันไปผมก็เกิดมีไอเดียบางอย่าง เลยจดๆ ไว้ บางอันก็พูดบางอันก็ไม่ได้พูด จึงขอเอากลับมาแชร์ตรงนี้แทนครับ

Q: การใช้ social media ทำการตลาดสำหรับ Enterprise market ทำอย่างไร
A: ใน session ผมได้เล่าว่า เนื่องจากตลาดนี้ ช่องทางการขาย มีพนักงานขายเป็นส่วนสำคัญ และไม่อาจปิดการขายผ่าน online ได้ง่าย จึงน่าจะปรับใช้ โดยให้พนักงานขายเองใช้ FB เป็นเครื่องมือในการสร้างสัมพันธ์กับลูกค้าได้ แค่ add Facebook กันก็ได้รู้จักลูกค้า(คนสำคัญ) ในรายละเอียดได้อีกมาก นอกจากนั้นยังสามารถเพิ่มความถี่ในการคุยกับลูกค้าได้แบบไม่ต้องเป็นทางการมากอีกด้วย แต่นอกจากนั้นแล้วผมคิดว่า ยังใช้ social media เป็นเครื่องมือสำคัญได้อีกครับ โดยใช้รวมกลุ่มลูกค้าเข้าด้วยกัน แต่แทนที่จะทำเป็น Fan page อย่างทั่วๆไป อาจใช้ Facebook group แบบปิดแทนก็ได้ครับ เวลามีอะไรสามารถส่ง message ให้ลูกค้าทั้งหมดได้ สามารถสร้าง Event ชวนลูกค้ามางานเปิดตัว ประชุม สัมมนา ได้ง่ายๆครับ และที่สำคัญใช้ช่องทางนี้ในการเผยแพร่ข้อมูล spec สินค้าได้อีกด้วยครับ หรือแม้กระทั่ง PR กิจกรรมของบริษัท



Q: การทำ Facebook marketing ในแต่ละสินค้า อาจแตกต่างกัน แบ่งได้แบบไหนบ้าง
A: ผมว่าแบ่งเป็นประเภทได้ดังนี้ครับ

  1. สร้างยอดขาย อันนี้ผมว่าใ้ช้กับสินค้าที่ขาย online ได้ผลดีที่สุด อย่าง case ของ DELL เมืองนอกที่ดังๆ สร้างยอดขายได้หลายล้าน US ก็ขายผ่าน online store แต่ถ้าอย่างใกล้ตัวเราก็พวก ธุรกิจโรงแรม สายการบิน แต่ถ้าขาย online ไม่ได้ ต้องหามุขให้เชื่อมไปยังการขายที่ offline ให้ได้ เช่นให้ print code หรือ coupon ไปยังจุดขาย (แต่แบบนี้ก็ยังไม่สะดวกเท่าไหร่ครับสำหรับ ลูกค้า)
  2. ให้บริการ สำหรับสินค้า High involvement ที่มีราคาสูงๆ คนซื้อแล้ว ต้องการบริการทั้งสิ้นครับ ช่องทาง Facebook ทำให้ลูกค้ามา แนะนำ ติชม ร้องเรียน ติดต่อรับบริการได้สะดวกมากๆ เพราะใกล้ตัวลูกค้าครับ ลูกค้าใช้งาน Facebook ประจำอยู่แล้ว
  3. เสริมสร้างภาพลักษณ์ อันนี้มีสินค้าใช้เยอะ แต่ว่าแนวเสริมสร้างภาพลักษณ์นี้ ถ้าใครจะใช้ ผมว่าต้องทำ content ประชาสัมพันธ์ให้มันเด่นๆ ครับ จะได้มีคน share ต่อมากๆ เช่น ภาพก็ต้องสวยๆ หรือตัวอย่าง video สัมภาษณ์ลูกค้าที่เป็น testimonial ก็ได้ครับ
  4. ใช้ขยายผลกิจกรรมการตลาด ไม่ว่าจะเป็นการจัด event ซึ่งโดยปรกติ พอจัด event สิ่งที่จะเกิดขึ้นเยอะมากๆ คือ content ครับ และ Facebook เป็นเครื่องมือที่สุดยอดมาก ในการเผยแพร่ content เหล่านั้นออกไปใน รูปต่างๆ เช่น ภาพ วีดีโอ นอกจากนั้นยังทำได้ทันทีทันใดซะด้วย ทำให้ความเคลื่อนไหวของกิจกรรม ที่พูดออกมาผ่าน Facebook นั้นมีความสด ใหม่เสมอ อีกรูปแบบหนึ่งที่ ฮิตมากๆ คือ เราจะเห็นการย้ายกิจกรรม เกมส์ จาก ที่เล่นใน microsite ของสินค้าต่างๆ มาเป็นการทำกิจกรรม ผ่าน Facebook page หรือ Facebook application ปัจจัยสำคัญคือ เราสามารถสร้างกิจกรรมที่เผยแพร่ ผล คะแนน ภาพ ของลูกค้าที่มาร่วมกิจกรรม ก็จะทำให้มีคนอื่นๆ มาเห็น (จาก Wall ลูกค้า) ได้อีกมาก เกิดการขยายผลในเชิง viral ออกไปได้อีกครับ

* สำหรับท่านที่ไม่คุ้นเคยกับ High / Low involvement products ผมแนะนำให้ลองศึกษา FCB grid ครับ ลอง search Google หาดูได้ครับ




Q: แนวทาง viral ทำอย่างไรให้มันกระจายออกไป

A: แปลก เศร้า สะเทือนใจ ประทับใจ กินใจ แทงใจ แปลก ตลก น่ากลัว หรือ มี surprise ให้ประหลาดใจ ถ้านึกไม่ออก นึกถึง content ที่เรา forward mail กันก็ได้ครับ หรืออีกแบบที่เข้ากับหลายๆ สินค้า คือ ทำข้อมูลอันมีประโยชน์เผยแพร่ออกไป ก็มีโอกาสกระจายได้ครับ เช่น รพ. ทำ content video เรื่องโรคต่างๆ คนที่สนใจ ดูแล้วรู้สึกว่ามีประโยชน์ก็จะกด share หรือ โรงแรม ถ่ายภาพ ห้องพัก วิว สวยๆ คนก็จะกด share หรือ หนังโฆษณา ที่น่าประทับใจ เพลงเพราะๆ คนก็จะกด share ครับ



นอกจากนี้ผมมีประเด็นเสริมอีกครับ ดังนี้

  • เห็นด้วยกับคุณ @phenarploy ว่าบางครั้ง ภาพถ่ายสินค้าใน Facebook ไม่ต้องสวยมากก็ได้ เน้นเร็วๆ อันนี้ถูกต้องมากๆ โดยเฉพาะกับสินค้าที่มีความเป็นมาตรฐาน อย่าง กระเป๋าที่ถูกยกเป็นตัวอย่าง คนรู้อยู่แล้วว่ามันโอเค เพราะ brand เขาดัง แต่ในบางสินค้าอาจต้องพิจารณาให้ดี ว่าเร็ว หรือสวย สำคัญกว่ากัน เช่น resort โรงแรม ร้านอาหาร ภาพถ่ายมีความสำคัญมาก อาหารดูน่าทานหรือเปล่า ห้องพักดูสวยหรือเปล่า วิวดูสวยหรือเปล่า อันนี้อาจต้องพิถีพิัถันมากอีกหน่อยครับ
  • อย่างไรก็ตาม Facebook user บ้านเรา ยังกระจุกตัวใน กรุงเทพฯ นะครับ สินค้า target ต่างจังหวัดต้องพิจารณาเลือกใช้ ครับ และ Facebook user ส่วนใหญ่อายุ 18-34 ปี ถ้า target กลุ่มอื่นๆก็ต้องศึกษาให้ละเอียด ว่าจะได้ประโยชน์มากน้อยแค่ไหนครับ
  • ผมชอบเคล็ดลับของ @gthchannel เรื่องการรวมศูนย์เป็นพิเศษครับ ถ้าให้แบ่ง content ผมแ่บ่งเป็น 2 อย่าง คือ content ที่หมดอายุ กับ content ไม่หมดอายุ อย่างของ GTH นี่ content หนัง จริงๆ แล้ว ไม่หมดอายุ แต่พอหนังออกโรงไป ความสนใจมันลดลง การรวมไว้ด้วยกันใน page เดียวจึงสร้างประโยชน์ให้ GTH ได้จริงครับ น่าดีใจแทน หนังไทยด้วยนะ ที่มีคนทำ social media เก่งๆ
  • สุดท้าย ถ้าใครจำ summary ของคุณคริส จาก DELL ได้ ลองสังเกตให้ดี เทคนิคนี้ เหมือน เทคนิค จีบสาว มากครับ เริ่มจาก (1) Know your target อันนี้ก็เหมือนตอนเรา เล็งๆ เหล่ๆ (2) Reach through the right channel อันนี้เหมือนจังหวะ เข้าไปคุย ทำความรู้จัก เข้าไม่ถูกทาง ก็อาจวืดได้ แต่ถ้าเข้าได้จังหวะก็แจ๋วเลยครับ ต่อมา (3) Push emotional button แหม อันนี้สุดยอดครับ จะได้ใจ ไม่ได้ใจ อันนี้ก็ต้องหาจุดอ่อน (ทางอารมณ์) ของสาวเจ้าให้เจอ ถ้าเจอละก็ โอกาสสำเร็จมีสูงครับ … แต่แล้วอันสุดท้ายนี่สิครับ (4) Long term management คือพอได้มาแล้ว จะทิ้งขว้างไม่ได้นะครับ ต้องดูแลกันไปอีกยาวทีเดียว ประมาณว่า ห้ามทิ้งเค้า ต้องอยู่ไปจนกว่าเค้าจะทิ้งเรา ครับ!

สุดท้ายต้องขอขอบคุณทีมงาน #MKTtwit ทุกท่านครับ สำหรับงานดีๆแบบนี้ :-)

, , , ,

10 Comments

Seeking more benefits from Adaptive Media? Go Digital

Nowadays, marketers are seeking for the right way to get the most benefit out of their advertising spending. A lot of initiative media products and tools were introduced to the market to help marketers adjust their offerings, creative approaches, or media channels to maximize ROI. Digital media is “Adaptive Media” by nature. Based on computer technology platform, marketers “can” enjoy reading real-time reports generated from system. Capturing data and generating report are not, and will never be, a problem for digital media. The challenges here are all about “which data will be captured?”, “what does it mean for my business?”, and “how could we adjust our advertising mixes considering from consumers’ feedback?”.

There are four different levels of measurement and adaptive media techniques we are happy to introduce you.

For digital advertising, campaign managers always have the appropriate tools to make adjustments and to optimize campaigns based on consumer feedback. Optimization can be done quite often as the cost and time for adjustments are relatively small.

, , ,

No Comments

รวม Link สำหรับ ผู้ฟัง 101FM และผู้สนใจ QR code + AR ครับ

สำหรับผู้ที่สนใจ QR Code และ AR นะครับ ผมรวบรวม Video และ Link  ต่างๆ ที่ได้พูดถึงในรายการ และเพิ่มเติมอีกนิดหน่อยนะครับ เผื่อสนใจไปศึกษากันดูได้ครับผม

Mini Augmented Reality (AR)

Rayban Virtual Mirror (AR)

Zugara Interactive Dressing Room

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Layar (Reality Explorer)
http://www.layar.com

สร้้าง QR Code ของตัวเอง
http://qrcode.kaywa.com

ต้องขอบคุณพี่ไตร ชีพธรรม อ.พันธุ์ทิตต์ และท่านผู้ฟังอีกครั้งครับผม :-)

, , , , ,

No Comments

Y2010, what had happened so far, and what will it be for the rest of the year …

The first half of this year was exciting for marketers as it combined all the challenges we could imagine into the same period. While Bangkok situation is not very stable, we still see the growth in advertising spending. Digital advertising also increased significantly. Here is our view towards the past and the coming future.

Search Spending was doubled, and will be growing
During the first half of 2010, many of the high-involvement products were active on search engine marketing. Travel and consumer electronics are the biggest growth categories at almost doubled spending compared to the same period of 2009.

Simple reasons behind the growth is that significant number of consumers spend spends their time researching for information before making purchase decision in these categories. (Imagine yourself planning vacation or selecting your new laptop. This is pretty much in line with Google research released last year.)

Consumer goods and finance also become very active, however, from a relatively small base. We foresee even higher amount of budget being shifted into this area throughout the 2nd half of this year.

Facebook : A Massive Hit for both personal use and business
As a consumer, we all spent more and more time Facebooking with our friends either from computer, iPhone, or Blackberry. So do the 4.2 million other Thais. This is an absolute high growth of 7 times compared to the number of Facebook users in June 2009 and more than double of the number at the starting of this year. No wonder it’s a massive hit.

Thai marketers are quite quick responded to this change. More than 100 brands has created their “Fan Page” and start their conversation with their customers. Many of the early-adopted brands start rolling out their Facebook policy and procedures rather than doing it by “trial and error” like last year.

Many of them become even more active by leveraging the viralability of Facebook application, repeating the success of famous Neko Cat*, to create high awareness in a short period of time. Here are some of the examples: -

Daily Menu by Nutrilite : http://apps.facebook.com/nutrilitedailymenu
Acer Innovation Unlock : http://apps.facebook.com/innovation-unlock
My DELL My Design : http://apps.facebook.com/mydellmydesign

We foresee this hit will keep continue throughout the year and may start shifting more to mobile devices as well as integrated more with offline activities.

* Oishi Maneki Neko – a fortune telling cat launched in 2009: http://apps.facebook.com/fortunecats

, , , , , , , , , , ,

3 Comments