Posts Tagged digital advertising

สื่อออนไลน์ปีกระต่าย แรง แม่น ถี่




เข้าสู่ถึงช่วงปลายปีทีไร ก็ได้เวลาทักถามกันว่า นอกจากสรุปความเคลื่อนไหวในปีที่ผ่านมาแล้ว การคาดการณ์ปีหน้าเป็นอย่างไร ในตลาดไทยซึ่งระบบการสื่อสาร 3G ยังไปไม่ถึงไหน หลายคนเชื่อว่าทำให้การเติบโตของการสื่อสารข้อมูลผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่ต้องหยุดชะงัก ในขณะเดียวกันอีกกระแสก็บอกว่า เทคโนโลยี Application ต่างๆ บนโทรศัพท์เคลื่อนที่ น่าจะมาแรงในปีหน้า เช่นเดียวกันกับการขยายตัวของอุปกรณ์ที่มาพร้อมกับระบบ GPS ทำให้สามารถระบุตำแหน่งของผู้ใช้งานได้ เปิดโอกาสในการสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายทางการตลาด เทคโนโลยีที่พัฒนาไปรวดเร็วต่างๆ เหล่านี้จะมีผลต่อพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมาย และการสื่อสารการตลาดมากน้อยเพียงไร ในบทความนี้ขอนำเสนอความเห็นของเราเกี่ยวกับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงสำคัญสำหรับปีกระต่ายที่จะมาถึงนี้

  1. Video content ระเบิดความนิยมไปในวงกว้าง

    การแข่งขันที่เข้มข้นระหว่างผู้ให้บริการผลักให้อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงขยายตัวเป็นอย่างมากในช่วงปี 2010 ความเร็วที่สูงขึ้นทำให้การเผยแพร่เนื้อหาเปิดกว้างไปยังรูปแบบวีดีโอได้ง่ายขึ้น สังเกตได้จากความนิยมในคลิปวีดีโอต่างๆใน Youtube ซึ่งขึ้นเป็นเว็บอันดับสี่รองจาก Google Facebook และ Live หรือ Hotmail ไปเรียบร้อยแล้ว นอกจากความนิยมในคลิปเหตุการณ์ความไม่สงบ คลิปมิวสิควีดีโอทั้งไทย สากล ลูกทุ่ง ละครช่องต่างๆ จะพาเหรดกันออกมาให้ชมแล้ว เราเชื่อแน่ว่า ในปี 2011 จะมีศิลปินไทยแจ้งเกิดผ่าน Youtube อีกมาก เช่นเดียวกันกับงานโฆษณาผ่านวีดีโอ ทั้งในแบบ Viral คลิปสั้นๆ และรูปแบบของ Webisode จะมีออกมาให้เห็นกันอย่างมากแน่นอนในระหว่างปีเพราะนี่คือสิ่งที่ถูกจริตคนไทยมากที่สุด เข้าใจง่าย ไม่ต้องอาศัยทักษะทางด้านคอมพิวเตอร์ และที่สำคัญยังอยู่ในรูปแบบที่เหมือนกันกับสื่อโทรทัศน์ คลิปอะไรที่ได้รับความนิยมในอินเทอร์เน็ตก็จะมีโอกาสถูกหยิบไปกระจายต่อผ่านสื่อโทรทัศน์ซึ่งเป็นสื่อหลัก ในความเห็นของเราแล้วต้องขอยกให้เรื่องนี้เป็นแนวโน้มสำคัญที่สุดสำหรับวงการโฆษณาดิจิตอลไทยในปีกระต่ายนี้ครับ

  2. Mobile ไม่ได้เข้าถึงคนใหม่ๆ แต่เพิ่มความถี่

    ตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมานี้ มีการถกเถียงกันมากเหลือเกินว่า ถึงเวลาของ Mobile หรือยัง มีการหยิบยกตัวเลขผู้ใช้งานโทรศัพท์มือถือ 69 ล้านเลขหมายขึ้นมาเป็นประเด็น ว่าสำหรับเมืองไทยแล้ว เนื่องจากอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงยังกระจายตัวไม่มากนัก Mobile น่าจะมีบทบาทสำคัญเช่นเดียวกันกับประเทศอย่างอินเดีย ในความเป็นจริงแล้วผู้ใช้งานมือถือในไทย ยังอิงการใช้งานเพื่อสื่อสารพูดคุยกันมากกว่า ส่วนกลุ่มที่ใช้งานข้อมูลในเชิง Data ไม่ว่าจะผ่าน iPad, iPhone, Blackberry, Android หรือที่น่าจับตาคือการกลับมาของ Windows Mobile 7 กลับเป็นกลุ่มเดียวกันกับที่ใช้งานอินเทอร์เน็ตอยู่แล้ว และนั่นทำให้เราเชื่อว่า สำหรับ Mobile ในปี 2011 ซึ่งแม้จะพ่วงมาด้วยกระแสความนิยมของ Application ในรูปแบบต่างๆ ก็ยังไม่น่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงได้มาก เมื่อพิจารณาจากฐานผู้ใช้งาน ในทางกลับกัน นักการตลาดและโฆษณาเองน่าจะต้องพิจารณาถึงประโยชน์ของการนำ Mobile Application มาใช้ เพื่อเพิ่มความถี่ในการติดต่อสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายและสร้างประสบการณ์ที่ต่างออกไปจากเมื่อผู้ใช้งานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ให้ได้

  3. Social Media นำไปสู่การตัดสินใจซื้อ


    เราได้ทราบกันมาก่อนหน้านี้แล้วว่า ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตไทย มีพฤติกรรมหาข้อมูลประกอบการตัดสินใจซื้อสินค้าต่างๆ โดยการค้นหาผ่าน Google ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวน่าจะยังอยู่ต่อไปในปี 2011 แต่สิ่งที่จะต่อยอดเพิ่มเติมขึ้นมา น่าจะเป็นผลการค้นหาจาก Google ที่เปลี่ยนไป ดึงเอาผลลัพธ์จาก Social Site ต่างๆมาแสดงผลมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Blog, Twitter, Facebook นอกจากนี้คนไทยยังใช้เวลาใน Social media มากขึ้นด้วย นักการตลาดจึงอาจต้องหันมาให้ความสนใจกับการแพร่กระจายข้อมูลสินค้าหรือบริการ ประกอบการตัดสินใจซื้อ ให้มากขึ้น พอๆ กับการดูแลรักษาชื่อเสียงของแบรนด์

  4. ข้อมูลที่น่าเชื่อถือและแม่นยำมากขึ้น

    นอกจากแนวโน้มความเปลี่ยนแปลงทางด้านพฤติกรรมการใช้งานอินเทอร์เน็ตแล้ว แนวโน้มสำคัญอีกอย่างหนึ่ง ที่น่าจะมีผลในการขับเคลื่อนการใช้งบประมาณสื่อดิจิตอลในปี 2011 คือ ความพร้อม ทางด้านข้อมูล ผลงานวิจัย ตั้งแต่ข้อมูลสถิติเว็บไซต์ และการใช้งานของแต่ละกลุ่มเป้าหมาย จากที่แต่ก่อนเราอ้างอิงจาก Truehits.net เป็นหลัก ในปี 2011 นี้ คนโฆษณาน่าจะมีทางเลือกมากขึ้นจากผู้ให้บริการใหม่ๆ เช่น Effective Measure รวมไปถึงรายงานวิจัยที่เกี่ยวข้องจากสำนักวิจัยต่างๆ เช่น TNS รวมถึงงานวิจัยของเอเยนซี่เองก็น่าจะเน้นส่วนที่เกี่ยวกับดิจิตอลมากขึ้นด้วยเช่นกัน เมื่อข้อมูลมีความน่าเชื่อถือ มากขึ้นแล้ว ความมั่นใจของนักการตลาด และเอเยนซี่ในการเลือกใช้สื่อก็จะมากขึ้นตาม ส่งผลต่อการเติบโตของสื่อดิจิตอลในปี 2011 ให้ แรง แม่น และถี่ ครับ

, , , ,

No Comments

รวมประเด็น ทั้งที่ได้พูดและไม่ได้พูดใน #FBMkt #mkttwit

เมื่อบ่ายวันนี้ได้มีโอกาสไปร่วมงาน Facebook Marketing ที่จัดโดย MKTtwit.com ได้รับความรู้ และทีเด็ดจากคนที่เป็นทั้งนักปฎิบัติตัวจริงอย่าง @jommnaja และ @gthchannel @phenarploy และนักการตลาดอย่างคุณคริส จาก DELL

พอช่วงที่สองผมก็ได้มีโอกาสขึ้น panel คู่กับ คุณป้อม @pawoot โดยมี คุณต่าย @sresuda เป็น moderator ระหว่างที่คุยกันไปผมก็เกิดมีไอเดียบางอย่าง เลยจดๆ ไว้ บางอันก็พูดบางอันก็ไม่ได้พูด จึงขอเอากลับมาแชร์ตรงนี้แทนครับ

Q: การใช้ social media ทำการตลาดสำหรับ Enterprise market ทำอย่างไร
A: ใน session ผมได้เล่าว่า เนื่องจากตลาดนี้ ช่องทางการขาย มีพนักงานขายเป็นส่วนสำคัญ และไม่อาจปิดการขายผ่าน online ได้ง่าย จึงน่าจะปรับใช้ โดยให้พนักงานขายเองใช้ FB เป็นเครื่องมือในการสร้างสัมพันธ์กับลูกค้าได้ แค่ add Facebook กันก็ได้รู้จักลูกค้า(คนสำคัญ) ในรายละเอียดได้อีกมาก นอกจากนั้นยังสามารถเพิ่มความถี่ในการคุยกับลูกค้าได้แบบไม่ต้องเป็นทางการมากอีกด้วย แต่นอกจากนั้นแล้วผมคิดว่า ยังใช้ social media เป็นเครื่องมือสำคัญได้อีกครับ โดยใช้รวมกลุ่มลูกค้าเข้าด้วยกัน แต่แทนที่จะทำเป็น Fan page อย่างทั่วๆไป อาจใช้ Facebook group แบบปิดแทนก็ได้ครับ เวลามีอะไรสามารถส่ง message ให้ลูกค้าทั้งหมดได้ สามารถสร้าง Event ชวนลูกค้ามางานเปิดตัว ประชุม สัมมนา ได้ง่ายๆครับ และที่สำคัญใช้ช่องทางนี้ในการเผยแพร่ข้อมูล spec สินค้าได้อีกด้วยครับ หรือแม้กระทั่ง PR กิจกรรมของบริษัท



Q: การทำ Facebook marketing ในแต่ละสินค้า อาจแตกต่างกัน แบ่งได้แบบไหนบ้าง
A: ผมว่าแบ่งเป็นประเภทได้ดังนี้ครับ

  1. สร้างยอดขาย อันนี้ผมว่าใ้ช้กับสินค้าที่ขาย online ได้ผลดีที่สุด อย่าง case ของ DELL เมืองนอกที่ดังๆ สร้างยอดขายได้หลายล้าน US ก็ขายผ่าน online store แต่ถ้าอย่างใกล้ตัวเราก็พวก ธุรกิจโรงแรม สายการบิน แต่ถ้าขาย online ไม่ได้ ต้องหามุขให้เชื่อมไปยังการขายที่ offline ให้ได้ เช่นให้ print code หรือ coupon ไปยังจุดขาย (แต่แบบนี้ก็ยังไม่สะดวกเท่าไหร่ครับสำหรับ ลูกค้า)
  2. ให้บริการ สำหรับสินค้า High involvement ที่มีราคาสูงๆ คนซื้อแล้ว ต้องการบริการทั้งสิ้นครับ ช่องทาง Facebook ทำให้ลูกค้ามา แนะนำ ติชม ร้องเรียน ติดต่อรับบริการได้สะดวกมากๆ เพราะใกล้ตัวลูกค้าครับ ลูกค้าใช้งาน Facebook ประจำอยู่แล้ว
  3. เสริมสร้างภาพลักษณ์ อันนี้มีสินค้าใช้เยอะ แต่ว่าแนวเสริมสร้างภาพลักษณ์นี้ ถ้าใครจะใช้ ผมว่าต้องทำ content ประชาสัมพันธ์ให้มันเด่นๆ ครับ จะได้มีคน share ต่อมากๆ เช่น ภาพก็ต้องสวยๆ หรือตัวอย่าง video สัมภาษณ์ลูกค้าที่เป็น testimonial ก็ได้ครับ
  4. ใช้ขยายผลกิจกรรมการตลาด ไม่ว่าจะเป็นการจัด event ซึ่งโดยปรกติ พอจัด event สิ่งที่จะเกิดขึ้นเยอะมากๆ คือ content ครับ และ Facebook เป็นเครื่องมือที่สุดยอดมาก ในการเผยแพร่ content เหล่านั้นออกไปใน รูปต่างๆ เช่น ภาพ วีดีโอ นอกจากนั้นยังทำได้ทันทีทันใดซะด้วย ทำให้ความเคลื่อนไหวของกิจกรรม ที่พูดออกมาผ่าน Facebook นั้นมีความสด ใหม่เสมอ อีกรูปแบบหนึ่งที่ ฮิตมากๆ คือ เราจะเห็นการย้ายกิจกรรม เกมส์ จาก ที่เล่นใน microsite ของสินค้าต่างๆ มาเป็นการทำกิจกรรม ผ่าน Facebook page หรือ Facebook application ปัจจัยสำคัญคือ เราสามารถสร้างกิจกรรมที่เผยแพร่ ผล คะแนน ภาพ ของลูกค้าที่มาร่วมกิจกรรม ก็จะทำให้มีคนอื่นๆ มาเห็น (จาก Wall ลูกค้า) ได้อีกมาก เกิดการขยายผลในเชิง viral ออกไปได้อีกครับ

* สำหรับท่านที่ไม่คุ้นเคยกับ High / Low involvement products ผมแนะนำให้ลองศึกษา FCB grid ครับ ลอง search Google หาดูได้ครับ




Q: แนวทาง viral ทำอย่างไรให้มันกระจายออกไป

A: แปลก เศร้า สะเทือนใจ ประทับใจ กินใจ แทงใจ แปลก ตลก น่ากลัว หรือ มี surprise ให้ประหลาดใจ ถ้านึกไม่ออก นึกถึง content ที่เรา forward mail กันก็ได้ครับ หรืออีกแบบที่เข้ากับหลายๆ สินค้า คือ ทำข้อมูลอันมีประโยชน์เผยแพร่ออกไป ก็มีโอกาสกระจายได้ครับ เช่น รพ. ทำ content video เรื่องโรคต่างๆ คนที่สนใจ ดูแล้วรู้สึกว่ามีประโยชน์ก็จะกด share หรือ โรงแรม ถ่ายภาพ ห้องพัก วิว สวยๆ คนก็จะกด share หรือ หนังโฆษณา ที่น่าประทับใจ เพลงเพราะๆ คนก็จะกด share ครับ



นอกจากนี้ผมมีประเด็นเสริมอีกครับ ดังนี้

  • เห็นด้วยกับคุณ @phenarploy ว่าบางครั้ง ภาพถ่ายสินค้าใน Facebook ไม่ต้องสวยมากก็ได้ เน้นเร็วๆ อันนี้ถูกต้องมากๆ โดยเฉพาะกับสินค้าที่มีความเป็นมาตรฐาน อย่าง กระเป๋าที่ถูกยกเป็นตัวอย่าง คนรู้อยู่แล้วว่ามันโอเค เพราะ brand เขาดัง แต่ในบางสินค้าอาจต้องพิจารณาให้ดี ว่าเร็ว หรือสวย สำคัญกว่ากัน เช่น resort โรงแรม ร้านอาหาร ภาพถ่ายมีความสำคัญมาก อาหารดูน่าทานหรือเปล่า ห้องพักดูสวยหรือเปล่า วิวดูสวยหรือเปล่า อันนี้อาจต้องพิถีพิัถันมากอีกหน่อยครับ
  • อย่างไรก็ตาม Facebook user บ้านเรา ยังกระจุกตัวใน กรุงเทพฯ นะครับ สินค้า target ต่างจังหวัดต้องพิจารณาเลือกใช้ ครับ และ Facebook user ส่วนใหญ่อายุ 18-34 ปี ถ้า target กลุ่มอื่นๆก็ต้องศึกษาให้ละเอียด ว่าจะได้ประโยชน์มากน้อยแค่ไหนครับ
  • ผมชอบเคล็ดลับของ @gthchannel เรื่องการรวมศูนย์เป็นพิเศษครับ ถ้าให้แบ่ง content ผมแ่บ่งเป็น 2 อย่าง คือ content ที่หมดอายุ กับ content ไม่หมดอายุ อย่างของ GTH นี่ content หนัง จริงๆ แล้ว ไม่หมดอายุ แต่พอหนังออกโรงไป ความสนใจมันลดลง การรวมไว้ด้วยกันใน page เดียวจึงสร้างประโยชน์ให้ GTH ได้จริงครับ น่าดีใจแทน หนังไทยด้วยนะ ที่มีคนทำ social media เก่งๆ
  • สุดท้าย ถ้าใครจำ summary ของคุณคริส จาก DELL ได้ ลองสังเกตให้ดี เทคนิคนี้ เหมือน เทคนิค จีบสาว มากครับ เริ่มจาก (1) Know your target อันนี้ก็เหมือนตอนเรา เล็งๆ เหล่ๆ (2) Reach through the right channel อันนี้เหมือนจังหวะ เข้าไปคุย ทำความรู้จัก เข้าไม่ถูกทาง ก็อาจวืดได้ แต่ถ้าเข้าได้จังหวะก็แจ๋วเลยครับ ต่อมา (3) Push emotional button แหม อันนี้สุดยอดครับ จะได้ใจ ไม่ได้ใจ อันนี้ก็ต้องหาจุดอ่อน (ทางอารมณ์) ของสาวเจ้าให้เจอ ถ้าเจอละก็ โอกาสสำเร็จมีสูงครับ … แต่แล้วอันสุดท้ายนี่สิครับ (4) Long term management คือพอได้มาแล้ว จะทิ้งขว้างไม่ได้นะครับ ต้องดูแลกันไปอีกยาวทีเดียว ประมาณว่า ห้ามทิ้งเค้า ต้องอยู่ไปจนกว่าเค้าจะทิ้งเรา ครับ!

สุดท้ายต้องขอขอบคุณทีมงาน #MKTtwit ทุกท่านครับ สำหรับงานดีๆแบบนี้ :-)

, , , ,

10 Comments

Reaching men through sports site(s)

We all know (by senses) that men love sports. Most of the time we apply this thinking to the way we reach out our male target audience. However, we also see women spend their time watching Live soccer matches on TV as well as express their opinions over online sports forum.

How effective would it be if we want to reach out men by placing our ads on sports site(s) then?

From our observation over Truehits.net, we could not just call it “sports site” as the different type of sites may attract men/women differently. “Sports News sites” e.g. Siamsport.co.th, have the most male-skewed profile where 70% of the readers are male. Surprisingly, “Betting Sites” like Lomtoe.com are less-skewed having 65% male reader while “Fan Club sites” are the most girly containing 40% female readers, no matter it’s Liverpool’s or Manchester United’s.

Alternatively, we could reach out our male target by placing our ads on “Sports Channel” from AdmaxNetwork.com which is the most male-skewed by 80% of audience are male. This is even better than picking “Men Channel” by itself. Pretty tricky?

Feeling a bit close to World Cup now? Raise your appetite by watching this “Best Goals in History of Football” clip and add another count on top of 2.5 million views by the others. http://www.youtube.com/watch?v=9foCJDVTbYg

, , , ,

No Comments

5 สูตรผสมสื่อดิจิตอลกับสื่อนอกบ้าน

 

สวัสดีครับ ปี 2009 นี้นับเป็นปีที่นักการตลาด และเอเยนซี่โฆษณาต้องพบความท้าทายอย่างยิ่งครับ เนื่องจากผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจ หลายๆ บริษัท หลายๆ แบรนด์ มีความจำเป็นต้องปรับลดงบประมาณ (รวมถึงงบโฆษณาด้วย) เพื่อรักษาเงินสด หรือส่งเงินสดกลับไปยังบริษัทแม่ในต่างประเทศ ในขณะเดียวกันด้วยกำลังการซื้อที่ลดลง นักการตลาดก็ยังมีความจำเป็นต้องใช้งบโฆษณาเพื่อกระตุ้นความต้องการในการจับจ่ายใช้สอยของกลุ่มเป้าหมายอีกด้วย

 

แนวโน้มใหญ่ของปี 2009 นี้จึงหนีไม่พ้นการที่นักการตลาด ต้องหันมามุ่งเน้นการทำโปรโมชั่น สินค้า จูงใจให้เกิดการซื้อ ในขณะเดียวกันการโฆษณาก็หันมามุ่งเน้นการวัดผล เพื่อตอบให้ได้ว่าเงินโฆษณาที่ใช้ไปมีความคุ้มค่ามากเพียงใด ถ้าหากสื่อใดพิสูจน์ได้มากว่าสามารถสร้างผลทางบวกกับยอดขายได้ก็เป็นที่ชื่นชอบของนักการตลาดได้มากขึ้น ส่วนสื่อที่มีความเชื่อมโยงหรือเกี่ยวข้องกับการสร้างรายได้น้อย ก็อาจจะเป็นตัวเลือกแรกๆ ที่ถูกตัดออกไปจากแผนงานการใช้สื่อ

 

การวัดผล จึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยไม่ต้องให้ใครมาคอนเฟิร์ม

 

ในบทความนี้ ผมจึงขออนุญาตแนะนำ “สูตร” การผสม หรือ “mix” สื่อสองสื่อเข้าด้วยกัน เพื่อสำหรับนักการตลาดพิจารณาปรับใช้ในสถานการณ์เยี่ยงนี้

 

สูตร 1 : OOH + หมายเลข call center

เป็นสูตรที่เห็นกันอยู่ประจำ ยกตัวอย่างเช่นป้ายโฆษณา Delivery ของ Pizza หรือ Fast food ป้ายโฆษณาบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ค่ายต่างๆ หรือป้ายโฆษณาโครงการคอนโด หมู่บ้านจัดสรร ฯลฯ เปิดโอกาสให้กลุ่มเป้าหมายที่สนใจโทรไปสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หมายเลข call center นี้ถือเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด สำหรับกลุ่มเป้าหมาย เพราะการใช้โทรศัพท์เพื่อโทรออก ใครๆ ก็ใช้เป็น หมายเลขโทรศัพท์ที่จำง่าย ก็จะทำให้กลุ่มเป้าหมายตอบรับได้ง่ายกว่า

 

สูตร 2 : OOH + SMS Short Code

แบบนี้เราเห็นกันมากขึ้นกับพวกบริการเสริมของค่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ เมื่อเห็นข้อความโฆษณาแล้วสามารถกด เพื่อเริ่มติดต่อ ร่วมกิจกรรม รับโปรโมชั่น สมัครใช้บริการ ฯลฯ ได้ทันที ปัจจุบัน SMS นี้ถือเป็นบริการพื้นฐานที่ใช้งานได้ในโทรศัพท์ทุกๆ รุ่น การใช้ SMS ยังเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายของ call center และสามารถเชื่อมต่อไปยังระบบการให้บริการต่างๆ ได้ง่ายอีกด้วย

 

สูตร 3 : OOH + ชื่อเว็บไซต์

เป็นอีกสูตรหนึ่งที่พบเห็นกันอยู่บ้าง ชื่อเว็บไซต์ที่จำง่ายเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง เพราะกลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่ จะยังไม่ได้เข้าไปดูเว็บไซต์ได้ทันที จึงต้อง “จำ” ไปจนกว่าจะกลับไปถึงเครื่องคอมพิวเตอร์ หากสนใจสูตรนี้จริง จึงขอแนะนำให้ใช้สื่อนอกบ้าน คู่กับการลงโฆษณาในเว็บไซต์ประกอบ เพื่อให้สื่อนอกบ้านเป็นตัวสร้าง Impact ส่วนสื่อโฆษณาในเว็บไซต์เป็นตัวกระตุ้นเตือนความจำ

 

อีกกรณีหนึ่งคือกลุ่มเป้าหมายอาจจำสินค้าได้ แต่จำชื่อเว็บไซต์ไม่ได้ เมื่อกลับไปหน้าจอก็จะทำการค้นหาในอินเทอร์เน็ต การลงโฆษณาผ่านเครื่องมือค้นหาอย่าง Google จึงเป็นการโฆษณาภาครับที่สำคัญเช่นกัน

 

สูตร 4 : OOH + Barcode

ในเมื่อชื่อเว็บไซต์นั้นจำยาก ในบางประเทศอย่างญี่ปุ่นจึงดัดแปลงเอา Barcode ไปติดไว้บนสื่อนอกบ้านเสียเลย และให้กลุ่มเป้าหมายใช้กล้องในเครื่องโทรศัพท์ถ่ายภาพเพื่อแปลความเป็นชื่อเว็บไซต์ต่อไป อย่างไรก็ตามสูตรนี้ในบ้านเราอาจยังทำได้จำกัด เนื่องด้วยความนิยมในการใช้เทคโนโลยีและความเข้าใจของกลุ่มเป้าหมายยังไม่อยู่ในวงกว้างนัก

 

สูตร 5 : OOH + Bluetooth Marketing

ใช้สื่อนอกบ้านกระตุ้นให้เกิดความสนใจ และบอกให้กลุ่มเป้าหมายเปิดสัญญาณ Bluetooth ในเครื่องโทรศัพท์ หลังจากนั้นจึงยิงสัญญาณ Bluetooth เพื่อส่งข้อมูลสินค้า คูปอง โปรโมชั่นไปให้ สูตรนี้มีข้อจำกัดเรื่องความนิยมในการใช้เทคโนโลยีไม่ต่างจากสูตรที่ 4

 

จะเห็นได้ว่าทั้ง 5 สูตรที่กล่าวมา มีลักษณะร่วมกันอยู่ครับ กล่าวคือการเลือกใช้จุดดีของสื่อนอกบ้านที่สามารถสร้าง Impact หรือเรียกร้องความสนใจได้ดีเยี่ยม สร้างให้เกิดความสนใจ หลังจากนั้นจัดการเติมสื่อดิจิตอลเข้าไป เปลี่ยนสื่อนอกบ้านจากสื่อทางเดียว (One Way Communication) มาเป็นสื่อสองทางที่โต้ตอบได้ นอกจากนั้นการเติมสื่อดิจิตอลเข้าไปยังให้ประโยชน์อีกอย่างหนึ่ง คือขยายขอบเขตการให้ข้อมูล จากที่ถูกจำกัด ด้วยขนาด และพื้นที่ของสื่อนอกบ้านเอง ให้สามารถนำเสนอข้อมูลเชิงลึกได้อย่างไม่จำกัด และที่สำคัญที่สุดในปีนี้ อย่างที่จั่วหัวไว้ทีแรก คือทุกๆ การตอบรับเข้ามาของกลุ่มเป้าหมาย เราสามารถวัดผลได้ครับ ขอให้ทุกท่านโชคดี สวัสดีครับ

 OHM March cover

 

* บทความข้างต้นผมเขียนในกับนิตยสาร OHM ฉบับ เดือน มี.ค. 52 แต่ดองไว้จนหนังสือวางแผงจึงคัดลอกให้ทุกท่านได้อ่านกันครับ

 

, , ,

No Comments

7 เรื่องน่ารู้เมื่อเริ่มใช้สื่อดิจิตอล

ปี 2550 นี้ เชื่อเหลือเกินครับว่าพวกเราทุกท่านจะได้เห็นแคมเปญการตลาด ของแบรนด์ต่างๆ เพิ่มขึ้นอีกมากในสื่อดิจิตอล บางแบรนด์ที่เริ่มต้นทำมานานแล้ว สะสมความรู้ไว้มาก ยิ่งทำก็ยิ่งได้ผลตอบรับดีมากขึ้น บางแบรนด์ก็เพิ่งจะจัดสรรงบประมาณมาทดลองสื่อดิจิตอลนี้ บางแบรนด์มั่นใจเต็มที่ บางแบรนด์ผู้ใหญ่สั่งมา และบางแบรนด์ยังกล้าๆ กลัวๆ ฉบับนี้จึงขอฝากเรื่องน่ารู้สำหรับท่านที่สนใจเริ่มใช้สื่อนี้ (รวมถึงหลายท่านที่ใช้งานอยู่ เชิญพิจารณาครับว่าตรงกับสิ่งที่ท่านคิดหรือทำอยู่หรือเปล่า)

 

1. สื่อดิจิตอล ทำไม่ได้ทุกอย่าง –ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตในบ้างเรามีแค่ 10 ล้านคน เทียบกับประชากรทั้งหมดยังน้อยอยู่เลย เพราะอย่างนั้นถ้าหวังผลวงกว้างเหมือนการใช้โทรทัศน์ คงเป็นไปไม่ได้ (แต่ถ้าสนใจกลุ่มเฉพาะ 15-29 กรุงเทพฯ ละก็ ใช้ได้ไม่เลวเลยครับ วัยรุ่นบางคนไม่ดูทีวีแล้ว ส่วนคนทำงานหลายคนอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ในที่ทำงาน มากกว่าอยู่หน้าจอทีวีหลายเท่าตัวนัก) ส่วนโทรศัพท์มือถือนั้นมีคนใช้มากถึง 35 ล้านคน แต่ก็ยังมีข้อจำกัดเรื่องอุปกรณ์ และโครงข่าย ทำให้ไม่สามารถทำงานโฆษณาที่เน้นภาพเสียงสมบูรณ์แบบได้

 

2. แต่สื่อดิจิตอลทำบางอย่างที่สื่ออื่นทำไม่ได้ – สื่อสารสองทางแบบทันทีทันใด (Interactivity) เข้าถึงผู้บริโภคได้เป็นรายบุคคล (Identifiable) จัดสรรข้อความโฆษณาที่เหมาะกับแต่ละคนได้ (Personalization) เป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูลได้อย่างดี (Database Collection) นำเสนอโฆษณาในเวลาที่ผู้บริโภคต้องการและกำลังค้นหา (Search Engine Marketing) ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์และข้อความได้อย่างรวดเร็ว ภายใต้งบประมาณจำกัด (Real-time monitoring & Adjustment) ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเอกลักษณ์ของสื่อดิจิตอล ที่เราหาไม่ได้ในสื่อชนิดอื่น

 

3. เน้นผลตอบรับ (ROI) เชิญทางนี้ – หลายคนบอกกันว่าสื่อนี้เชื่อถือได้ยาก เพราะวัดผลไม่ได้ ฟังแล้วก็น่าแปลกใจครับ เพราะสื่อนี้วางอยู่บนพื้นฐานของเทคโนโลยี ทุกการเคลื่อนไหวปรับเปลี่ยน ทุกการตอบสนองของผู้บริโภคเราสามารถบันทึกไว้ในฐานข้อมูลคอมพิวเตอร์ได้ทั้งหมด อย่างไรก็ตามเราต้องไม่ลืมนิยามตัววัดที่จะใช้ และจัดเตรียมระบบการวัดผลในขั้นตอนต่างๆ ให้ครบถ้วน

 

จากข้อ 1 ถึง 3 นี้เองครับ เราจึงมักจะเห็นหลายๆ แบรนด์เลือกที่จะดึงเอาสื่อดิจิตอลไปผสานกับสื่อหลักอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ สิ่งพิมพ์ วิทยุ สื่อกลางแจ้ง รวมไปถึงกิจกรรมการตลาดอื่นๆ โดยดึงเอาจุดแข็งของแต่ละสื่อมาประกอบกับเป็น Integrated Campaign

 

4. เก่าแต่ชัวร์ หรือใหม่หวือหวาน่าลุ้น – สำหรับท่านนักการตลาดที่สนใจใช้สื่อนี้ ต้องบอกก่อนครับว่าจนถึงปัจจุบันสื่อนี้มีอายุเกือบ 10 ปีแล้ว บางท่านอาจคาดหวังว่าหากใช้สื่อดิจิตอลแล้ว จะต้องเห็นอะไรใหม่ๆ เสมอไป แต่ในความเป็นจริงแล้วหากท่านคาดหวังผลตอบรับที่แน่นอน เครื่องมือที่เลือกใช้อาจเป็นเครื่องมือแบบเดิมๆ เช่นการใช้แบนเนอร์โฆษณา หรือการทำการตลาดผ่านเครื่องมือค้นหา เนื่องจากมีกรณีศึกษาที่ประสบความสำเร็จมาก่อนมาก ท่านจึงคาดการณ์ความสำเร็จได้ ส่วนเครื่องมือที่ออกมาสู่ตลาดใหม่ๆ นั้น หากท่านจะเลือกใช้ อาจต้องเสี่ยงกับความไม่แน่นอนของผลตอบรับบ้าง แลกกับภาพลักษณ์ที่เป็นความหวือหวาแหวกแนวเป็นสมัยใหม่

 

5. ยึดมั่นกับวัตถุประสงค์ – เช่นเดียวกับเครื่องมือการตลาดทั่วไปครับ เครื่องมือแต่ละตัว ก็มีลักษณะเฉพาะ เหมาะกับวัตถุประสงค์ของแคมเปญแต่ละแบบ เช่น ใครสนใจเรื่อง ผลตอบรับในแง่ยอดขาย การใช้เครื่องมือที่วัดผลได้ละเอียด เน้น ROI (เช่น Google Adwords หรือ ลงทุนติดตั้งตัววัดอย่าง Doubleclick) ก็ดูจะเหมาะมาก ส่วนถ้าใครสนใจเรื่องความรับรู้หรือ Awareness ท่านอาจต้องเลือกใช้แบนเนอร์โฆษณาลงในเว็บไซต์ที่มี ราคาต่อหน่วยการแสดงผลต่ำ ไม่ว่าจะเป็น ราคาต่อการแสดงผล (CPM) หรือราคาต่อคลิก (CPC) รวมถึงเว็บไซต์ที่มีจำนวนผู้เข้าชมสูง

 

6. อย่าแปลกใจเรื่องราคา – สำหรับสื่อดิจิตอลในบ้านเรา ยังไม่ได้มีการจัดทำมาตรฐานของสื่อมากนัก โดยเฉพาะมาตรฐานด้านราคา เช่น เว็บไซต์เฉพาะทางแต่ละรายยังมีแนวคิดในการตั้งราคาต่างกันมาก (หรือบางเว็บไซต์อาจไม่ทราบวิธีการตั้งราคาเลยด้วยซ้ำ) ส่วนเว็บพอร์ทัลใหญ่ๆ ส่วนใหญ่มีนโยบายราคาชัดเจน แต่ในทางปฏิบัติแล้วการเสนอราคารวมทั้งส่วนลด ยังมีความยืดหยุ่นสูงขึ้นกับพนักงานขายแต่ละคน ดังนั้น ราคาที่ได้เสนอเข้ามาในแต่ละครั้งอาจมีความแตกต่างกันได้มาก อย่างไรก็ตาม เช่นเดียวกับสื่อชนิดอื่นๆ ยิ่งซื้อมากยิ่งได้รับส่วนลดมาก หลายๆ แบรนด์จึงเลือกซื้อสื่อผ่านทาง Media Agency เพื่อให้ได้ราคาถูกลง

 

และข้อ 7 ทิ้งท้ายบทความฉบับนี้ไว้ด้วย ภาษิตจีน ที่ผมขอคัดลอกต่อมาจากผู้ใหญ่ในวงการโฆษณาอีกท่านหนึ่งว่า I hear … and I forgetI see … and I rememberI do … and I understandหากท่านสนใจอยากทำความเข้าใจสื่อดิจิตอล … ละสายตาจากบทความนี้ แล้วเตรียมตัวออก สตาร์ทแคมเปญแรกของท่านกันดีกว่าครับ

, ,

No Comments