Posts Tagged search marketing

ไอซีที พลิกโลกการตลาด (บทความในหนังสือรายงานประจำปีชมรมนักข่าวสายไอที)

นิตยสารไทม์ แห่งสหรัฐอเมริกา ประกาศให้รางวัลบุคคลแห่งปีแก่ มาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้ง facebook ด้วยเหตุผลที่เขาเป็นผู้สร้างโอกาสให้คนมากกว่า 500 ล้านคนได้ติดต่อกัน และยังระบุความสัมพันธ์ของแต่ละคนที่มีต่อกันโยงใยต่อกัน เปลี่ยนรูปแบบการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร ตลอดจนวิถีชิวิตของผู้คนในโลก การได้รับรางวัลนี้เป็นที่สนอกสนใจของวงการต่างๆ โดยเฉพาะวงการไอที และแวดวงการตลาด โดยไม่อาจปฏิเสธได้ว่าผลงานของเขาได้สร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงดังที่ ไทม์ ได้กล่าวไว้จริง


ก่อนหน้าที่มาร์คจะได้รับรางวัล ในปี 2549 ไทม์ก็ได้เคยมอบรางวัลให้ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตทุกคนที่ได้มีส่วนสร้างสรร แบ่งปันเนื้อหา ข้อมูลบนโลกอินเทอร์เน็ต และในปี 2525 ไทม์ ได้มอบรางวัลเดียวกันให้กับ “คอมพิวเตอร์” พวกเราไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่า สังคม ความเป็นอยู่ ของเรา ได้เปลี่ยนแปลงไปมากโดยมีเทคโนโลยีการสื่อสาร เป็นกลไกสำคัญ และเมื่อ การใช้ชีวิตของคน (หรือที่ภาษาการตลาดเราชอบเรียกว่า “ผู้บริโภค”) เปลี่ยนแปลง นักการตลาดทั้งหลาย จึงพบกับความท้าทายในการปรับเปลี่ยนวิธีการทำการตลาด การสื่อสาร โฆษณา ประชาสัมพันธ์ ให้ยังสามารถคงความน่าสนใจ เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการ ได้อย่างที่เคยประสบความสำเร็จมาแล้วในอดีต


จากเดิมที่การเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายทางการตลาดต้องอิงหลักประชากรศาสตร์ หรือ การเลือกสื่อให้มีเนื้อหาตรงกับประเภทของสินค้าหรือบริการเป็นหลัก การกำเนิดของ search engine ได้เปลี่ยนทิศทางการทำการตลาดอย่างสิ้นเชิง โดยอาศัยหลักที่ว่า ไม่ว่าคนที่มาค้นหาข้อมูลนั้น จะเป็นใคร แต่หากพิมพ์ข้อความค้นหาที่สัมพันธ์กับสินค้าหรือบริการเข้ามาแล้ว นั่นเป็นโอกาสสำคัญของการนักการตลาดในการให้ข้อมูล นำเสนอสินค้า บริการ ด้วยวิธีการดังกล่าวนี้ โอกาสที่จะเปลี่ยนกลุ่มเป้าหมายผู้มุ่งหวังให้เป็นลูกค้าที่ซื้อสินค้าจริง ก็ย่อมมีสูง ดังตัวอย่างที่เห็นได้จาก การทำการตลาดของธุรกิจท่องเที่ยวซึ่งเป็นอุตสาหกรรมหลักของประเทศไทย หรือธุรกิจบริการทางสาธารณสุข ในบ้านเราที่เข้าถึงลูกค้าทั่วโลกโดยการแสดงข้อความโฆษณาเมื่อมีคนมาค้นหาข้อมูลโดยใช้ข้อความค้นหาเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยว หรือบริการ เช่น “phuket hotels” หรือ “dental clinic bangkok” เป็นต้น ต้องถือได้ว่าพลังของเทคโนโลยีการสื่อสารเปิดโอกาสให้นักการตลาดไทยเข้าหาลูกค้าในตลาดโลกได้อย่างง่ายดาย และแม่นยำ


นอกจากความสามารถในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายแล้ว เทคโนโลยีทางด้านการวัดผล ที่มีความก้าวหน้าทำให้เราสามารถติดตามดูพฤติกรรมของลูกค้าตั้งแต่รู้จักสินค้าของเราผ่านแผ่นป้ายโฆษณา คลิกเข้ามายังเว็บไซต์ และติดตามการคลิกเข้าไปในแต่ละหน้าของเว็บไซต์ได้ ทำให้สามารถทราบได้แน่นอนว่า ลูกค้าที่มาซื้อสินค้า เริ่มต้นรู้จักสินค้าจากสื่อชนิดใด สามารถคำนวณต้นทุนทางการตลาดต่อการขายสินค้าหนึ่งหน่วยในแต่ละช่องทางโฆษณาประชาสัมพันธ์ได้ นำไปสู่การปรับเปลี่ยนส่วนผสมของสื่อประชาสัมพันธ์ที่ใช้ โดยโยกงบประมาณจากสื่อที่มีต้นทุนการตลาดต่อการขายสูง ไปยังสื่อที่มีต้นทุนการตลาดต่อการขายต่ำกว่า


ความสะดวกสบายในการค้นหาข้อมูลสินค้าหรือบริการส่งผลให้คนหันมาหาข้อมูลประกอบการตัดสินใจซื้อจากอินเทอร์เน็ตเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก นอกเหนือจาก search engine แล้วยังอาศัยการแลกเปลี่ยนข้อมูลและความเห็นเกี่ยวกับสินค้าต่างๆผ่านทางเว็บไซต์สื่อสังคม ซึ่งมีรูปแบบคล้ายคลึงกับการที่มนุษย์แลกเปลี่ยนความเห็นผ่านการสนทนากันในชีวิตประจำวัน รายงานวิจัยการตลาดหลายฉบับระบุว่า ความเห็นจากผู้บริโภคด้วยกันนี้เองมีความน่าเชื่อถือ และมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของผู้คนมากกว่าชนิดอื่น พฤติกรรมที่เปลี่ยนไปนี้ส่งผลให้นักการตลาด และองค์กรธุรกิจต้องหันมาให้ความสนใจกับการศึกษา และพัฒนาการตลาดผ่านทาง social media ให้มีประสิทธิภาพ มากขึ้น




ยกตัวอย่างเช่นคอมพิวเตอร์ DELL ที่หันพัฒนา facebook page ของตนเองให้มีความพร้อมสำหรับการให้บริการหลังการขาย ทั้งการตอบคำถามลูกค้าผ่านทางหน้า facebook หรือ การรับข้อร้องเรียนต่างๆ นอกจากนี้ DELL ยังเปิดให้เห็นความคิดทางธุรกิจใหม่ๆ ลูกค้าและผู้สนใจ DELL สามารถติดตาม promotion ต่างๆ ผ่านทางหน้า twitter @delloutlet ซึ่งเมื่อมองแต่เพียงผิวเผินก็เหมือนกับประกาศข้อความส่งเสริมการขายทั่วไป แต่หากวิเคราะห์ในเชิงต้นทุนการตลาดแล้ว DELL จะมีต้นทุนทางด้านการโฆษณาน้อยมาก เพราะลูกค้าเป็นผู้ติดตามฟังข้อความส่งเสริมการขายด้วยตัวเองไม่ต้องผ่านสื่อตัวกลางใดๆ เปิดโอกาสให้ DELL เอางบประมาณส่วนนั้นมาผันเป็นส่วนลดราคาสินค้าให้ได้มากขึ้น ทำให้สินค้ามีราคาถูกลง ลูกค้าก็ได้ประโยชน์ตอบแทนในรูปแบบของการซื้อสินค้าได้ในราคาถูก เกิดเป็นรูปแบบที่เรามักเรียกกันว่า win win model คือได้ประโยชน์กันทั้งสองฝ่าย ปัจจัยเบื้องหลังของรูปแบบธุรกิจนี้เกิดขึ้นจากเทคโนโลยีโดยแท้ รูปแบบธุรกิจที่คล้ายคลึงกันนี้ยังมีให้เห็นอีกมาก อาทิเช่น groupon ที่เป็นการรวมปริมาณการซื้อเข้าด้วยกันได้ส่วนลดในราคาประหยัด ผู้ขายได้ประโยชน์จากการขายสินค้าได้จำนวนมาก แม้กำไรต่อหน่วยจะลดลงแต่ก็ได้ปริมาณการขายมากขึ้น และได้ประหยัดค่าใช้จ่ายการประชาสัมพันธ์ด้วย ส่วนทางผู้ซื้อก็ได้ประโยชน์จากราคาสินค้าสุดพิเศษเช่นกัน


เมื่อเทคโนโลยีเอื้อให้เกิดรูปแบบการทำการตลาดใหม่ๆ นักการตลาดจึงมีความจำเป็นต้องปรับตัว ให้ทันกับเทคโนโลยีอยู่เสมอ หันมาใส่ใจกับข้อมูลลูค้า และพยายามสื่อสารให้ตรงกับความสนใจของลูกค้าแต่ละคนมากขึ้น ทั้งการแสดง personalized message หรือการส่ง e-mail ไปในจังหวะ เวลา และด้วยข้อความที่เหมาะสมให้ตรงกับลูกค้าแต่ละคน ซึ่งเมื่อมองในภาพกว้างแล้ว ข้อดีของการสื่อสารในปัจจุบันนี้ก็น่าสนใจเช่นกัน แม้ว่าจะต้องส่งข้อความกันมากขึ้น คุยกันบ่อยขึ้น แต่เทคโนโลยีก็ช่วยลดความสูญเปล่าจากการจัดพิมพ์เอกสาร จดหมาย ตลอดจนทรัพยากรธรรมชาติ


ผู้เขียนมีความเชื่อว่า เมื่อโลกของข้อมูลข่าวสารและการแสดงความเห็นมีความเปิดกว้างเชื่อมต่อถึงกันได้ สินค้าหรือบริการใดที่ไม่ดีจริง สร้างประโยชน์ให้กับลูกค้าไม่ได้คุ้มค่าจริงๆ จะถูกกระแสความเห็นของผู้บริโภคผลักให้ต้องหันมาพัฒนาหรือปรับปรุงต่อไปถึงจะทำธุรกิจต่อไปได้ในระยะยาว ส่วนสินค้าที่มีคุณภาพ ตรงความต้องการของตลาด จะได้รับประโยชน์จากความเห็นของผู้บริโภคผ่านเทคโนโลยีการสื่อสารผลักให้ได้รับความนิยมสูงขึ้น นักการตลาดในอนาคตนอกจากสนใจเรื่องการโฆษณาประชาสัมพันธ์แล้ว ยังอาจต้องรู้จักเก็บเอาความเห็นของลูกค้านำกลับไปเข้าสู่กระบวนการพัฒนาสินค้า ตั้งแต่การออกแบบ และผลิตอีกด้วย ในขณะเดียวกันผู้บริโภคก็มีความละเอียดอ่อนและความเข้าใจการเลือกรับข้อมูลข่าวสารมากขึ้น นักการตลาดที่ยังยึดถือแนวทางโฆษณาชวนเชื่อ จะประสบความยากลำบากในการทำธุรกิจมากขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้จริยธรรมการตลาด หลักการที่ถูกต้องเป็นธรรมกับลูกค้า กลายเป็นสิ่งจำเป็นในโลกที่พร้อมด้วยข้อมูลข่าวสารและความสนับสนุนทางด้านข้อมูลของสังคมผู้บริโภค


สุดท้ายนี้ ต้องขอขอบคุณ ITPC ที่ได้ให้โอกาสผมได้เผยแพร่แนวความคิด หวังว่าคงเป็นประโยช์กับท่านผู้อ่านบ้างไม่มากก็น้อย สุขสันต์วันปีใหม่ครับ



15 ธันวาคม 2553

, , , , ,

1 Comment

Y2010, what had happened so far, and what will it be for the rest of the year …

The first half of this year was exciting for marketers as it combined all the challenges we could imagine into the same period. While Bangkok situation is not very stable, we still see the growth in advertising spending. Digital advertising also increased significantly. Here is our view towards the past and the coming future.

Search Spending was doubled, and will be growing
During the first half of 2010, many of the high-involvement products were active on search engine marketing. Travel and consumer electronics are the biggest growth categories at almost doubled spending compared to the same period of 2009.

Simple reasons behind the growth is that significant number of consumers spend spends their time researching for information before making purchase decision in these categories. (Imagine yourself planning vacation or selecting your new laptop. This is pretty much in line with Google research released last year.)

Consumer goods and finance also become very active, however, from a relatively small base. We foresee even higher amount of budget being shifted into this area throughout the 2nd half of this year.

Facebook : A Massive Hit for both personal use and business
As a consumer, we all spent more and more time Facebooking with our friends either from computer, iPhone, or Blackberry. So do the 4.2 million other Thais. This is an absolute high growth of 7 times compared to the number of Facebook users in June 2009 and more than double of the number at the starting of this year. No wonder it’s a massive hit.

Thai marketers are quite quick responded to this change. More than 100 brands has created their “Fan Page” and start their conversation with their customers. Many of the early-adopted brands start rolling out their Facebook policy and procedures rather than doing it by “trial and error” like last year.

Many of them become even more active by leveraging the viralability of Facebook application, repeating the success of famous Neko Cat*, to create high awareness in a short period of time. Here are some of the examples: -

Daily Menu by Nutrilite : http://apps.facebook.com/nutrilitedailymenu
Acer Innovation Unlock : http://apps.facebook.com/innovation-unlock
My DELL My Design : http://apps.facebook.com/mydellmydesign

We foresee this hit will keep continue throughout the year and may start shifting more to mobile devices as well as integrated more with offline activities.

* Oishi Maneki Neko – a fortune telling cat launched in 2009: http://apps.facebook.com/fortunecats

, , , , , , , , , , ,

3 Comments

ถนนทุกสายมุ่งสู่ Search Engine Marketing

สัปดาห์นี้เริ่มด้วยการพาไปดูแนวโน้มของโฆษณาออนไลน์กันสักนิดนะครับ ได้อ่านจากงานวิจัยต่างประเทศ บอกว่าอีก 5 ปี ตัวเลขงบโฆษณาออนไลน์ในสหรัฐอเมริกาน่าจะวิ่งไปถึงระดับ 15,000 ล้านเหรียญต่อปี (ประมาณ 600,000 ล้านบาท) โดยหลายธุรกิจเริ่มหันมาใช้งานสื่อออนไลน์กันมากขึ้น มีการใช้สื่อออนไลน์กับสื่อออฟไลน์ร่วมกัน และเริ่มหันไปวิเคราะห์ผู้บริโภคตามลักษณะพฤติกรรม (Behavioral targeting) มากขึ้น

 

อีกจุดที่น่าสนใจมากๆ ครับ เม็ดเงินในการโฆษณาออนไลน์เริ่มถูกเทมายังการทำการตลาดผ่านเครื่องมือค้นหา (Search Engine Marketing) เป็นพิเศษ โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าจำพวก สุขภาพ ยานยนต์ ซึ่งใช้งบโฆษณาเยอะกว่าเพื่อนอยู่แล้ว กลุ่ม เสื้อผ้า เกมส์ ท่องเที่ยว ก็หันมาใช้มาก เนื่องจากผู้บริโภคเริ่มใช้ search engine ในการค้นหาสินค้าเหล่านี้มากขึ้น รวมไปถึงกลุ่มสินค้า ด้านการเงิน และสื่อบันเทิง ด้วยเช่นกัน

 

สำหรับในบ้านเราการทำ Search Engine Marketing ก็ทำกันมาระยะหนี่งแล้วครับ ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่เน้นตลาดลูกค้าต่างประเทศ เช่น ท่องเที่ยว อัญมณี บริการสุขภาพ โดยใช้ Keyword ภาษาอังกฤษเป็นส่วนใหญ่ ปัจจุบันกลุ่มนี้มีกว่า 90% เลยนะครับ แต่ในปีนี้เราเริ่มเห็นคนทำตลาดในประเทศ และใช้ คีย์เวิร์ดภาษาไทยเริ่มหันมาใช้ Search Engine Marketing กันมากขึ้น เช่นกลุ่มประกันชีวิต อสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น

 

 

ปัจจัยหนึ่งที่มีส่วนสำคัญต่อการเติบโตของ Search Engine Marketing คงหนีไม่พ้นความสามารถของ Search Engine เองโดยเฉพาะอย่างยิ่งความนิยมใน Google อย่างในบ้านเรา ตัวเลขล่าสุดผู้ใช้งาน Google ในการค้นหาข้อมูลมีมากถึง 86% เลยทีเดียว นอกจากนั้นทาง Google เอง ก็พัฒนารูปแบบการโฆษณาใหม่ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง เปิดโอกาสให้นักการตลาดได้ทำโฆษณากันง่ายขึ้น

 

ในสัปดาห์นี้ผมขอแนะนำการทำ Search Engine Marketing ผ่าน Google สองแบบใหญ่ๆ ที่ใช้กันมากในบ้านเราครับ

 

1. Search Engine Optimization (SEO) – คือการทำให้ Search Engine วิ่งมาเจอเว็บของเราได้ง่ายขึ้นครับ ถ้าลองใช้ Google สังเกตว่าผลการค้นหาของจำพวก SEO จะขึ้นแสดงผลทางซ้ายมือของหน้าจอ โดยนักการตลาดต่างหวังจะให้เว็บติดอันดับแสดงผลใน 10 อันดับแรก (หน้าแรก) ซึ่งก็ไม่แปลกเพราะจากงานวิจัย คนที่ใช้งาน Search แค่ครึ่งเดียวเท่านั้นครับ ที่เปิดไปดูผลการค้นหาหน้าที่สอง อีกครึ่งจบแค่หน้าแรก

 

ขั้นตอนการทำ SEO นั้นมีตั้งแต่การวิเคราะห์เว็บของคู่แข่ง การค้นหา Keyword ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการของเรา การปรับแก้ Tag และข้อความในหน้าเว็บไซต์ รวมไปถึงการแลกลิงค์กับเว็บไซต์อื่นๆ ทั้งหมดเพื่อให้ลิงค์ไปเว็บของเราถูกแสดงผลในอันดับสูงกว่า เว็บอื่นๆ

 

2. Pay Per Click (PPC) – เช่น Google AdWords แบบนี้ต้องจ่ายค่าโฆษณาให้ Google แต่จะจ่ายก็ต่อเมื่อมีคนคลิกลิงค์มายังเว็บไซต์ของเราเท่านั้น ถ้าลองใช้ Google สังเกตนะครับ บางครั้งเวลาเราค้นหา Google จะแสดงลิงค์โฆษณาจำพวกนี้ขึ้นมาทางขวาของหน้าจอ เทคนิคสำคัญในการทำโฆษณา PPC นี้คือ การวิเคราะห์คู่แข่ง วิจัยและคิด Keyword รวมถึงการทำงบประมาณ ที่จะใช้ในแต่ละวันแต่ละเดือน

 

ในการโฆษณาแบบ PPC การจะจ่ายแต่ละคลิกมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับคู่แข่งด้วยซึ่งหลายครั้งต้องประมูลแข่งกัน และบางคีย์เวิร์ดมีราคาสูงอย่างไม่น่าเชื่อ อาทิเช่น Mesothelioma Lawyer (ใครทราบช่วยแปลทีครับ ผมแปลได้ว่า ที่ปรึกษาทนายเกี่ยวกับคดีมะเร็งเนื้องอกที่ปอด อันน่าจะเกิดจากการได้รับฝุ่นแร่ใยหินเข้าไป) ราคาถึง 600 บาทต่อคลิก Car Insurance (ประกันรถยนต์) ราคา 560 บาทต่อคลิก Debt Consolidation (การปรับโครงสร้างหนี้) ราคา 400 บาทต่อคลิก หรือ Student Loans (เงินกู้ยืมสำหรับนักศึกษา) ราคา 360 บาทต่อคลิก ทีเดียว

 

เนื่องจากการทำโฆษณาแบบ PPC เราจะต้องเสียค่าโฆษณาทุกครั้งที่มีคนคลิกเข้าเว็บไซต์ของเรา เรื่องสำคัญ (มาก) อีกหนึ่งเรื่องคือเราต้องพยายามจูงใจให้คนที่เข้ามายังเว็บไซต์เราแล้ว ซื้อสินค้า สมัครสมาชิก หรือมีปฏิสัมพันธ์อย่างใดอย่างหนึ่งให้ได้มากที่สุด วิธีการก็คือปรับการออกแบบ และข้อความในหน้าเว็บไซต์ที่คนคลิกเข้ามาเจอให้มีลักษณะจูงใจให้เกิดการซื้ออย่างที่กล่าวข้างต้น

 

เทคนิคการทำโฆษณาผ่าน Search Engine ยังมีอีกมากนะครับ ท่านที่สนใจลองศึกษาด้วยตัวเองได้จากอินเตอร์เน็ต เช่น http://www.webmasterworld.com http://www.seo.in.th จากหนังสือ “Search Engine Marketing 2.0” ของคุณ จตุพล ทานาฤทัย กูรูด้าน Search Engine ของไทยซึ่งได้ให้ความกรุณาเป็นที่ปรึกษา และให้ข้อมูลหลายอย่างประกอบในบทความนี้ด้วย หรือจะติดต่อขอคำปรึกษาจากบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญด้านนี้ก็สะดวกรวดเร็วดีเช่นกันครับ

 

มีความเห็นอย่างไร ลองอีเมล์มาคุยกันนะครับ และขอให้สนุกกับการทำ Search Engine Marketing กันทุกท่าน โชคดีครับ

, , , , ,

No Comments