Posts Tagged viral marketing

เหตุผลที่คนแชร์

ในช่วงสามถึงสี่เดือนที่ผ่านมานี้ กระแสความนิยมในการใช้ทำโฆษณาแบบไวรัล (Viral Advertising) มีมากขึ้นตามลำดับ ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบของวีดิโอคลิป เกมส์ หรือ แอพพลิเคชั่นผ่านทางเว็บเครือข่ายสังคมตัวอย่างกรณีศึกษาดังอย่างเช่น คลิปครูปาบีบี ของ เบอร์เกอร์คิง หรือ Disconnect to connect ของ DTAC ที่มีผู้ชมในหลักล้านครั้ง มีผู้วิเคราะห์กันอย่างมากว่าปัจจัยหนึ่งที่อยู่เบื้องหลังจำนวนการชมที่สูงเหล่านั้นเป็นเพราะผู้ชมคลิปได้ทำการส่งต่อ หรือ แชร์ต่อให้กับคนที่รู้จักผ่านทาง เครือข่ายสังคม โดยเฉพาะเฟซบุ๊ค

ถ้าหากการแชร์ต่อ เป็นปัจจัยสำคัญของการกระจายตัวของเนื้อหาที่ส่งต่อแบบไวรัล (Viral Content) แล้ว การทำความเข้าใจเหตุผลที่ผู้บริโภคส่งต่อหรือแชร์ต่อ ข้อความ ก็น่าจะมีความสำคัญไม่น้อยต่อการออกแบบ Content สำหรับการโฆษณา หากเราออกแบบ Content ของเราได้ดี สามารถไปสะกิดความต้องการส่งต่อของผู้บริโภคได้ โอกาสที่ Content นั้นจะเกิดการกระจายตัวต่อไปในวงกว้างย่อมมีไม่น้อยทีเดียว ผู้เขียนได้ทำการศึกษาจากงานวิจัยต่างๆ และสังเกตตัวอย่างประกอบจากรูปแบบการแชร์ Content ต่างๆ ที่เกิดขึ้น คิดว่าสามารถสรุปได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ ดังต่อไปนี้

  1. Information Sharing การแชร์ข้อมูล (อันมีประโยชน์) – การแชร์ในรูปแบบนี้ เกิดขึ้นจากการที่ผู้อ่าน เมื่อได้อ่าน หรือชม Content นั้นแล้วเห็นว่าเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ น่าจะบอกต่อ ให้กับคนรู้จัก เพื่อเป็นประโยชน์กับผู้อื่นๆ ทั้งนี้ Content บางตัว อาจมีประโยชน์กับผู้ชมบางกลุ่มก็เป็นได้ เช่นคนชอบเรื่องเทคโนโลยีก็มีแนวโน้มจะส่งต่อหรือแชร์ต่อข้อมูลเกี่ยวกับเทคโนโลยี ให้กับคนที่ชื่นชมเทคโนโลยีด้วยกัน

    เมื่อนักการตลาดทราบเช่นนี้แล้ว หากเราออกแบบข้อมูลของเราให้มีประโยชน์แล้ว โอกาสที่จะเกิดการส่งต่อหรือแชร์ข้อมูลนั้นก็เป็นไปได้สูง โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้า High involvement ที่ต้องอาศัยข้อมูลประกอบการตัดสินใจซื้อ หรือ ในกลุ่มผู้บริโภคที่มีความต้องการข้อมูลมากเพื่อตอบสนองกับการใช้ชีวิตประจำวันเช่นกลุ่มคุณแม่มือใหม่ ที่ต้องการข้อมูลเกี่ยวกับการเลี้ยงดูบุตรเป็นต้น

  2. Emotional Sharing กดแชร์ตามอารมณ์ ในหลายกรณี ผู้บริโภคแชร์ หรือส่งต่อ Content เพียงเพราะต้องการระบายอารมณ์ที่มีต่อ Content นั้นๆ หรือเกิดความประทับใจ หรือเกิดความรู้สึกในทางใดทางหนึ่งอย่างมากกับ Content นั้นๆ เช่น คลิปตลกขบขัน คลิปเนื้อหาที่มีความเศร้า สะเทือนใจ หรือความแปลก น่าประหลาดใจ ส่วนใหญ่เมื่อผู้บริโภคกดแชร์ คลิปเหล่านี้ มักจะพ่วงไปด้วยความคิดเห็น หรือข้อความทางอารมณ์ที่มีต่อ Content นั้นๆ ด้วย

    การออกแบบ Content ในมีลักษณะสุดขั้วทางอารมรณ์ จึงมีโอกาสที่จะสร้างการขยายตัวจากการส่งต่อหรือการแชร์ต่อได้สูง อย่างไรก็ตามการเลือกรูปแบบทางอารมณ์ของเนื้อหาเหล่านั้น มีความจำเป็นจะต้องจัดการให้สอดคล้องไปกับภาพลักษณ์ของแบรนด์หรือสินค้าของเราด้วยเช่นกัน
  3. Self Expression พฤติกรรมการแชร์ หรือการบอกกล่าวเล่าความ หลายๆ ครั้ง เกิดขึ้นจาก การต้องการแสดงความเป็นตัวตนให้สังคมได้รับรู้ ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้บ่อยๆ คือการเปลี่ยนสถานะใน เฟซบุ๊ค หรือการ Check-in ใน Foursquare เป็นต้น

    นักการตลาดอาจใช้ประโยชน์จากการ แชร์เพื่อแสดงตัวตนนี้ได้ โดยการปล่อยข้อความ หรือส่งข้อความ ไปให้กับกลุ่มผู้บริโภคที่เราทราบแน่นอนว่ามีลักษณะนิสัย ส่วนตัว และการใช้ชีวิตสอดคล้องกับ แบรนด์ หรือสินค้าของเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มลูกค้าขาประจำ ผู้จงรักภักดีต่อแบรนด์ของเรา มีโอกาสจะส่งต่อ Content ในลักษณะนี้ได้มาก การบริหารฐานข้อมูลลูกค้า และการจัดกลุ่มลูกค้าชั้นดี และลูกค้าที่สามารถเป็นตัวแทนของแบรนด์ได้ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการทำการตลาดผ่านทางเครือข่ายสังคมในปัจจุบัน

, , ,

1 Comment

ถึงเวลา Viral Marketing

สังเกตความเป็นไปทางเศรษฐกิจบ้านเรา ในช่วงที่ผ่านมา ทั้งปัจจัยดอกเบี้ย ราคาน้ำมัน แล้วอดกังวลไม่ได้นะครับ บริษัทไหนมีภาระหนี้สินตอนนี้คงเหนื่อยเรื่องดอกเบี้ย ส่วนภาคการผลิตและขนส่งก็หนีไม่พ้นผลกระทบจากราคาน้ำมัน เข้าขาลงทีไรอดคิดไม่ได้ว่าถึงเวลานักการตลาดต้องเหนื่อยกันอีกนิดกับงบประมาณที่จำกัด ลองมองดูเครื่องมือการตลาดที่แตกต่างกันบ้างดีไหมครับ น่าจะมีเครื่องมือหลายตัวที่น่าสนใจ … หรือจะถึงเวลาของ Viral Marketing กันเสียที ลองดูกรณีศึกษาข้างล่าง* นี้สิครับ

 

- เว็บไซต์ตัวกลางแลกเปลี่ยน VCD/DVD แห่งหนึ่ง Post เกมสนุกๆ ไปตามเว็บไซต์เกม และ blog จำนวนหนึ่ง เพียง 90 วันให้หลัง มีคนวิ่งเข้าไปเล่นเกมที่ว่ากว่า 2 ล้านคน และมีคนเข้าไปยังเว็บสินค้ากว่า 100,000 คน

- นิตยสารออนไลน์ฉบับหนึ่งส่งอีเมล์ออกไปเพื่อประชาสัมพันธ์เว็บของตัวเอง เป็นจำนวน สิบฉบับตอนสามทุ่ม เช้าวันต่อมาอีเมล์ถูกส่งต่อไปรวม 75 ฉบับ และเพิ่มเป็น 15,000 ฉบับในคืนต่อมา … ภายใน 28 วัน นิตยสารออนไลน์ฉบับนี้กลายเป็นเว็บที่มีคนเข้าชมมากที่สุดเว็บหนึ่ง ด้วยจำนวน 10,000,000 ครั้งต่อวัน

- บริษัทที่ปรึกษาประชาสัมพันธ์แห่งหนึ่ง เขียนบทความเกี่ยวกับมุมมองใหม่ทางการประชาสัมพันธ์ แล้ว Post ไว้บน blog ของตัวเอง หลังจากนั้นก็อีเมล์ไปยังกลุ่มเพื่อนๆ และคนที่รู้จัก … สามวันต่อมา มีผู้สนใจเข้ามา download บทความที่ว่ามากกว่า 1,000 คนต่อวัน และในอีกสามวันหลังจากมีคนรู้จักมากขึ้นก็มีผู้สนใจ download กว่า 15,000 ครั้ง

 

ลองคิดถึงต้นทุนการตลาดของทั้งสามตัวอย่างข้างต้นสิครับ น้อยมากจนแทบจะไม่มีเลยด้วยซ้ำไป ความรับรู้ที่เกิดขึ้นและกระจายต่อไปในรูปแบบของการ “บอกต่อ” ซึ่งเป็นสื่อที่ผู้บริโภคสร้างขึ้นมาเอง แทบทุกตำราบอกไว้ครับ สื่อที่ผู้บริโภคสร้างขึ้นเองนี้เป็นสื่อที่น่าเชื่อถือที่สุด มากกว่าทุกสื่อ และนั่นตรงกับนิยามของคำว่า “Viral Marketing” เลยครับ “ทำการตลาดโดยสนับสนุน อำนวยความสะดวกและจูงใจให้คนส่งต่อข้อความทางการตลาดของเราออกไป” เมื่อคนส่งต่อ กระจายข้อความของเราออกไปมากขึ้นๆ จำนวนผู้รับสารยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ ลองดูภาพข้างล่างนี้สิครับ

 

 

1

11

1111

11111111

1111111111111111

11111111111111111111111111111111

1111111111111111111111111111111111111111111111111111111111111111

 

 

นี่คือเมื่อคนหนึ่งคน ส่งให้คนสองคนเท่านั้นนะครับ และอัตราการเพิ่มขึ้นจะสูงขึ้นกว่านี้อีกมาก ถ้า “แทบทุกคนที่ได้รับข้อความส่งต่อ” และ “ทุกคนที่ส่งต่อส่งให้คนเป็นจำนวนมาก”

 

แล้วเราควรทำอย่างไรคนถึงจะส่งต่อออกไปได้มากๆ ผมขออนุญาตย่อยบางส่วนของบทความโดย Dr. Ralph Wilson** มาไว้ที่นี้ครับ

1. แจกของฟรี – อย่างที่ทราบกันดีครับ คำว่า “ฟรี” น่าสนใจมากที่สุดแล้ว เหนือกว่าคำว่า “ถูก” หลายเท่านัก ถ้าเราแจกของดี ฟรี ไปพร้อมข้อความทางการตลาด ข้อความของเราจะถูกกระจายไปอย่างรวดเร็วแน่นอน

2. ส่งต่อง่ายๆ ไม่เสียแรง ไม่เสียเงิน – ไวรัสจะแพร่กระจายได้มาก มันต้องติดต่อได้ง่ายจริงไหมครับ อันนี้คงไม่มีใครปฏิเสธว่า อีเมล์ คือเครื่องมือที่เหมาะที่สุดเพราะมันส่งได้ง่ายจริงๆ ฟรี และเป็นต้นกำเนิดของ Viral Campaign สุดคลาสสิกอย่างที่ Hotmail ทำ จำได้ไหมครับ ข้อความลงท้าย ง่ายๆ สั้นๆ อย่าง “Get your private, free e-mail at http://www.hotmail.com/”

3. เริ่มจากน้อย ไปมาก และยิ่งมากขึ้น – นี่คือลักษณะของ Viral นะครับ นักการตลาดต้องเตรียมตัวรับมือไว้ด้วย ถ้าเกิดแคมเปญได้รับความนิยมท่วมท้น ต้องรับมือให้ได้เร็ว ทันท่วงที

4. เล่นกับพฤติกรรมและแรงจูงใจของคน – ต้องมองให้ออกครับ ว่าพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมายเราเป็นอย่างไร และอะไรจะเป็นสิ่งจูงใจให้เกิดการส่งต่อ ถ้าตอบตรงนี้ได้ โอกาสประสบความสำเร็จก็มีสูง

5. ใช้ประโยชน์จากชุมชน – มนุษย์เป็นสัตว์สังคม บนอินเทอร์เน็ตก็เช่นกันครับ มีชุมชนที่ผู้คนพูดคุย ทำความรู้จัก แลกเปลี่ยนความเห็นกันมากมาย ลองดูครับ ว่าที่ไหนที่กลุ่มเป้าหมายเราไปอยู่ เริ่มต้นจากที่นั่น ตัวอย่างบ้านเรามีให้เห็นบ่อยๆ อย่างภาพยนตร์บางเรื่องตอนแรกคนดูไม่มาก แต่พอเข้าไปเป็นกระแสในเว็บดังอย่าง pantip.com เท่านั้นเอง สถานการณ์พลิกไปเลยครับ คนแห่กันมาดูแน่นโรง

6. เกาะไปกับสื่อของคนอื่น – คู่ไปกับการแจกของฟรี ครับ เราเห็นบ่อยๆ นักเขียนที่เผยแพร่บทความดีๆ ให้อ่านกันฟรี และขอให้ผู้คัดลอกช่วยให้เครดิต กับผู้เขียนด้วย แบบนี้ใครคัดลอกไปก็ช่วยผู้เขียนประชาสัมพันธ์ไปในตัว เป็น Viral อย่างดีทีเดียวครับ

 

ดูน่าสนใจอย่างนี้ แต่การจะทำ Viral Marketing ก็มีเรื่องต้องระวังเช่นกันครับ บางครั้งอาจดูวัดผลยาก ยังโชคดีที่สื่อจำพวก ดิจิตอลอย่างอินเทอร์เน็ต มีข้อดีตรงนี้มาเสริมพอดี จึงไม่แปลกที่เราเห็นแคมเปญ Viral ส่วนใหญ่เริ่มต้นจากสื่อดิจิตอล บางครั้งแคมเปญ Viral อาจมีปัญหาจากความคลาดเคลื่อนของข้อความในระหว่างการส่งต่อๆ กัน ซึ่งข้อนี้ผมเห็นว่าถ้าเราออกแบบให้ข้อความถูกส่งต่อง่ายเพียงไร ความเสี่ยงจากการบิดเบือนข้อความก็จะน้อยลงได้ และสุดท้ายคงเป็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่าง “กระแส” กับ “วัตถุประสงค์ทางการตลาด” อันนี้อยู่ที่การออกแบบแคมเปญแล้วครับ ทำอย่างไรให้ “ดัง” และ “ตอบโจทย์”

 

คงต้องยอมรับนะครับว่าการจะทำ แคมเปญ Viral ให้ประสบความสำเร็จนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เมื่อพิจารณา ต้นทุนการตลาดที่ต่ำ ลองได้ ไม่เสียอะไรมาก นับว่าน่าสนใจทีเดียว ใครลองแล้วเป็นอย่างไร บอกกันบ้างนะครับ

 

* ที่มา http://www.marketingsherpa.com

** ที่มา http://www.wilsonweb.com/wmt5/viral-principles.htm

, , , ,

No Comments